Thursday, October 01, 2009

 

Reenergize "จุดไฟ" ในองค์กร

สวัสดีครับ

ที่ผมหายหน้าไปนานจากบล็อกนี้ ไม่ใช่ด้วยปัจจัยอื่นใดนอกเสียจากงานประจำ (และไม่ประจำ) มันรุมเร้าเสียจนปลีกตัวออกมาเขียนไม่ได้

หวังว่ามิตรรักแฟนบล็อกจะเข้าใจและให้อภัยชายผู้ตูดหมึกอย่างแรงคนนี้ด้วย

วันนี้ตื่นแต่เช้าครับ เลยมีโอกาสได้อ่านเรื่อง Reenergize ขององค์กรระดับโลก

คำว่า Reenergize ถ้าให้แปลแบบ "คูลๆ" หน่อยก็น่าจะเป็น "ชาร์จพลัง", "เติมพลัง" , "จุดไฟ" อะไรประมาณนี้

คืองี้ครับ..เราเองคงทราบกันดีว่าโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะในประเทศอุตสาหกรรมจะมีอัตราการเกิดที่ลดต่ำลง นั่นคือโครงสร้างประชากรจะเป็นรูปพีระมิดหัวกลับ กล่าวคือ เด็ก,วัยรุ่น และ หนุ่มสาววัยทำงานจะมีจำนวนที่น้อยกว่าผู้สูงอายุ

แวดวงวิจัยหลายๆ ที่เรียกสังคมแบบนี้ว่า "สังคม ส.ว." ซึ่งหมายถึงสังคมที่แต่ผู้ "สูงวัย" อยู่เต็มไปหมด

ในองค์กรต่างๆ ก็เช่นกันครับ โครงสร้างของทรัพยากรบุคคลสำหรับหน่วยงานที่เปิดดำเนินการมานานจนเติบใหญ่และมั่นคงแล้วก็จะมีกลุ่มบุคคลที่เรียกว่า "Senior team" อยู่ประจำองค์กรนั้นๆ

Senior team ส่วนใหญ่ก็จะเป็นประเภท "เก๋า" แต่ขาดความสด

ผนวกด้วยประสบการณ์ในการทำงานอันยาวนานก็จะทำให้ "อ่านเกมออก" และออกจะเป็นพวกที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง

ดังนั้นการจูงใจใดๆ เพื่อที่ให้กลุ่มคนเหล่านี้เกิดความคิดสร้างสรรค์ หรือ ลุกขึ้นมาทำอะไรใหม่ๆ ก็จะเป็นเรื่องยาก

ด้วยเหตุนี้คำว่า Reenergize จึงเกิดขึ้นเพื่อ "จุดไฟ" ในกายให้ลุกโชนขึ้นมาราวกับเป็นวัยหนุ่มสาวอีกครั้ง

แล้วเราจะ Reenergize กันด้วยวิธีไหน? องค์กรที่ทำแล้วได้ผลเป็นไง?

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ

Tuesday, December 30, 2008

 

สรุปผลการดำเนินชีวิตประจำปี 2551

ปีนี้เป็นปีที่มีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นกับชีวิตอย่างเห็นได้ชัด อะไรที่ไม่เคยทำก็ได้ทำ (เช่น backpack ไปญี่ปุ่น,เขียนเว็บไซต์,ทำวิจัยแบบ PAR ฯลฯ) งานด้านวิชาการดูจะ "ลงตัว" มากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถหา "จุดยืน" ทางวิชาการได้อย่างชัดเจนนัก แต่ก็ยังถือว่าเป็นช่วงค้นหาตัวตนก่อนจะลงหลักปักฐานกับความเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาใดสาขาหนึ่ง

ในอีกมุมหนึ่ง ปีนี้ก็เป็นปีที่ครอบครัวของนัทสิมามีความครบถ้วนมากขึ้น เนื่องจากมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ที่ผ่านมานี่เอง เป็นน้องผู้หญิงหน้าตาน่าชัง...นัทสิมาตั้งชื่อว่าน้องอัณณาซึ่งแปลว่า แม่น้ำ

เรื่องตั้งชื่อลูกนี่ก็สนุก...คอนเซปท์หลักในการตั้งชื่อน้องอัณณาคือการมองว่าโลกในอนาคตของเค้าจะเป็น Borderless มากขึ้น ดังนั้นชื่อก็ควรจะเป็นชื่อที่ "อ่านได้" อย่างสากล

สรุปก็มาลงที่ชื่อ Ana

พอมีลูกปั๊บ...ไอ้เจ้า "สิ่งที่ไม่เคยทำก็ได้ทำ" ก็เพิ่มขึ้นมาอีกสองสามประการ เช่น การเปลี่ยนผ้าอ้อม การอาบน้ำเด็กอ่อน ฯลฯ

ส่วนเรื่อง Ph.D. ที่กำลังเรียนๆ อยู่นั้น ผ่านมาครึ่งทาง (3 เทอม) ปริมาณงานอยู่ในระดับดี แต่ความก้าวหน้ายังน้อยไป (ในความคิดของนัทสิมา) เทอมนี้ตั้งใจว่าต้อง design เครื่องมือในการแก้ปัญหาแบบใหม่ให้ได้เพื่อจะได้ก้าวสู่กระบวนการจบการศึกษาอย่างเต็มภาคภูมิในเทอมถัดๆ ไป

งานในตำแหน่งอาจารย์ก็ไปได้ดี มหาวิทยาลัยที่นัทสิมาทำงานอยู่เริ่มจับได้แล้วนัทสิมาทำอะไรได้มากกว่าสอนหนังสือไปวันๆ ช่วงกลางปีเลยได้ไปช่วยงานศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจอยู่จนถึงปัจจุบันและกำลังจะเลิกทำแล้วเนื่องจากตอนไปทำได้ออกตัวไว้ว่าจะอยู่ช่วยแค่ 3 เดือน กอรปกับงานไม่ค่อยก้าวหน้าเพราะเพื่อนร่วมงานอีกท่านซึ่งมีบทบาทเป็นหัวหน้าของนัทสิมานั้นเป็นบุคคลประเภท Last minute man

แหล่งข่าวแจ้งว่า หากนัทสิมาออกจากงานตรงนั้นแล้วมหาวิทยาลัยก็ยังมีงานสำคัญที่อยากให้ไปช่วยอีก!

พูดตามตรง ช่วงนี้นัทสิมายังไม่ค่อยอยากทำงานประเภท Admin เท่าไหร่ ยังรู้สึกว่า Passion ด้านวิชาการยังเยอะอยู่ อยากทำวิจัยเยอะๆ อยากเขียนตำรา อยากพัฒนา Courseware ของตัวเองให้ดีๆ

----------------------------------------------------------------------------------------------
สรุปผลการดำเนินชีวิตประจำปี 2551 (ตามตัวชี้วัด)

1) เป้าหมายทางวิชาการ
1.1) มีผลงานที่ได้รับคัดเลือกให้นำเสนอในงานประชุมวิชาการนานาชาติ อย่างน้อย 2 เรื่อง
ปีนี้มีงานที่ได้รับคัดเลือก 4 ชิ้น เป็นงานของตัวเอง 3 ชิ้น (IML=1,UBRUIC=1,ICLS=1) และเป็นผู้วิจัยร่วม(ชื่อที่สอง) 1 เรื่อง(ICLS=1)
1.2) มีผลงานที่ได้รับการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ 1 เรื่อง
ไม่มี
1.3) มีผลงานที่ได้รับการพิจารณาให้ตีพิมพ์หรือนำเสนอในระดับประเทศ 2 เรื่อง
มีงานนำเสนอในประเทศ 1 เรื่อง (Triz+Pokayoke for Thai Silk Production) และมีงานส่งตีพิมพ์วารสารวิจัยม.ขอนแก่น 1 เรื่อง (รอการตอบรับครั้งสุดท้ายหลังการปรับแก้ตามข้อเสนอของผู้ทรงคุณวุฒิ)
1.4) มีเอกสารประกอบการสอน / ตำรา อย่างน้อย 2 เล่ม
ไม่มี
1.5) ได้รับทุนวิจัย / ทุนการศึกษา / ทุนอื่นๆ มูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 200,000 บาท
ได้รับทุนวิจัยจากสกว.ตามโครงการ ABCPUS/MAG เป็นเงิน 50,000 บาท,ทุนวิจัยจากสกว.ตามโครงการ IRPUS เป็นเงิน 150,000 บาท และทุนวิจัยจากวช. อีก 150,000 บาท รวมเป็นเงิน 350,000 บาท

สรุป ได้ตามเป้าหมาย 3 ใน 5 ข้อ

2) เป้าหมายด้าน Social Responsibility
2.1) เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ/คณะทำงานระดับจังหวัด อย่างน้อย 2 คณะทำงาน
เป็นอยู่เพียง 1 คณะทำงานที่เกี่ยวกับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน
2.2) มีภาระงานที่เกี่ยวข้องกับการบริการวิชาการชุมชน ไม่น้อยกว่า 400 ชั่วโมง
เนื่องจากได้บูรณาการงานวิจัย/งานสอนเข้ากับงานบริการวิชาการชุมชนอยู่แล้ว ดังนั้นชั่วโมงบริการวิชาการชุมชนเลยได้มากกว่า 400 ชั่วโมง (เป็นอาจารย์ที่มีชั่วโมงบริการวิชาการชุมชนมากที่สุดคนหนึ่งในมหาวิทยาลัยเลยทีเดียว)
2.3) ขออนุมัติเปิดศูนย์บริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยให้ได้
สำเร็จ! ตอนนี้ "งานเข้า" เยอะมาก ทำให้นัทสิมาลำบากมากด้วยเพราะยังไม่ได้เปิดศูนย์ทดสอบอย่างเป็นทางการ งานทุกอย่างเลยต้องทำเอง ตั้งแต่การรับชิ้นงานตัวอย่าง-ส่งห้องปฏิบัติการ-รับผลและ feedback -พิมพ์รายงานผลการตรวจ-เรียกเก็บเงินค่าตรวจ
2.4) ปฏิเสธถุงพลาสติกจากผู้ขายให้ได้มากกว่า 100 ครั้ง
จำไม่ได้ว่าปฏิเสธไปกี่ชิ้น? แต่นับๆดูน่าจะไม่ถึง 100 ครั้ง เพราะไม่ค่อยได้ shopping เท่าไหร่

สรุป บรรลุเป้าหมาย 2 ใน 4 ข้อ

3) เป้าหมายด้านคุณภาพชีวิตและจิตใจ
3.1) ลดค่าดัชนีมวลกาย (BMI: Body Mass Index) ลงให้เหลือ 25
แม้ว่าช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาน้ำหนักลดลงเนื่องจากไม่ค่อยได้นอน แต่ BMI ณ ปัจจุบันก็ยังคงเป็น 27.64
3.2) ขูดหินปูนปีละ 2 ครั้ง
ขูดไป 1 ครั้งเอง
3.3) ตรวจสุขภาพอย่างละเอียด ปีละ 1 ครั้ง
ยังไม่ได้ตรวจเลย คาดว่าจะไปตรวจต้นปีหน้า
3.4) ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน
ช่วงเดือนตุลาคมออกวิ่งตอนเย็นทุกวัน วันละประมาณ 30 นาที แต่ประสบอุบัติเหตุตกบันไดตอนต้นเดือนพฤศจิกายน เลยต้องหยุดออกกำลังกายไป ปัจจุบันอาการเจ็บกล้ามเนื้อหายไปแล้ว คาดว่าจะกลับไปวิ่งอีกครั้งเร็วๆ นี้
3.5) ปีนี้ต้องกลับไปวิ่งมินิมาราธอนให้ได้!
กลับไปไม่ได้!
3.6) ไม่ลืมที่จะฝึกจิตและเติมความรู้ทางธรรมอยู่เสมอ
พูดตามตรงคือห่างจากความรู้ทางธรรมค่อนข้างมาก ที่ทำเพิ่มเติมคือเปิด CD เพลงของเสถียรธรรมสถานฟังก่อนนอนเท่านั้น

สรุป ไม่บรรลุเป้าหมายเลยทั้ง 6 ข้อ

4) เป้าหมายด้านเศรษฐกิจ&ครอบครัว
4.1) มีเงินออมเพิ่มขึ้น 10% จากปี 2550 (ไม่รวมอัตราเงินเฟ้อ)
ไม่ได้ตามเป้า เนื่องจากนำเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนในการทำไร่มันสำปะหลัง เงินอีกส่วนก็จมไปกับตลาดหุ้น
4.2) โทร.หาคุณแม่ให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
เฉลี่ยแล้วเกือบๆ ได้ แต่ลงทุนซื้อ Sim คู่รักเพื่อโทรหาคุณแม่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเวลา
4.3) หอบงานกลับมาทำที่บ้านน้อยกว่า 3 วันต่อสัปดาห์
งานเยอะมากกกกกกก ข้อนี้ทำไม่ได้เลย กำลังคิดอยู่ว่าปีหน้าจะทำอย่างไรดี?
4.4) จัด trip ท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี
ไม่ได้ทำ

สรุป ไม่บรรลุเป้าหมายเลยทั้ง 4 ข้อ

5) เป้าหมายด้าน Blog (มีด้วย)
5.1) ความถี่ในการอัพบล๊อกเฉลี่ย 2 ครั้งต่อเดือน
ตลอด 12 เดือนที่ผ่านมาอัพบล๊อกไปทั้งหมด 8 ครั้ง คิดเป็น 0.66ครั้งต่อปี....ไม่ผ่าน!!
5.2) เพิ่มยอดแฟนคลับ (มีด้วย!!) 50%
ไม่มีแฟนคลับ T_T

สรุป ไม่บรรลุเป้าหมายเลยทั้ง 2 ข้อ
---------------------------------------------------------------------------

โดยภาพรวมแล้วปีนี้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้เพียง 23.8% ของเป้าหมายทั้งหมดเท่านั้น โดยเป้าหมาย "เรื่องงาน" ดูจะได้รับความสำคัญมากกว่าซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

แนวทางดำเนินการในปีหน้าคือเป้าหมายที่ยังไม่บรรลุจะยังคงไว้ หรือ ปรับปรุงเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการวัดมากขึ้น ส่วนเป้าหมายที่บรรลุแล้วจะพิจารณาปรับเกณฑ์ขึ้นเพื่อความท้าทายเป็นกรณีไป

การแก้ปัญหาการไม่บรรลุเป้าหมายจะกระทำโดยมีการสรุปผลการดำเนินชีวิตเป็นรายไตรมาสเพื่อประเมินแนวโน้มของการบรรลุหรือไม่บรรลุเป้าหมายเพื่อที่จะได้ดำเนินมาตรการแก้ไขได้อย่างทันท่วงที


จบการรายงาน!

Monday, December 01, 2008

 
สมัยเป็นนักศึกษาหัวรุนแรง ผมพบว่าชุดของคำว่า "ทัศนคติ / ความเชื่อ / ค่านิยม" เป็นวาทกรรมที่สามารถนำมาอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมได้ดีพอๆ กับกฎข้อที่ศุนย์ของเทอร์โมไดนามิกส์ยังไงยังงั้น

เรื่องการเมืองไทยตอนนี้ก็พอจะอธิบายได้ด้วยวาทกรรมที่กล่าวมาข้างต้น (ถ้าไม่กลัวนักวิชาการสายสังคมศาสตร์จะหาว่ากระแดะเอาความรู้โบราณระดับขึ้นหิ้งแล้วยังมีใยแมงมุมเกาะมาใช้)

ประเด็นคือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตลอดช่วงเกือบๆ 200 วันหลังจาก PAD ยึดทำเนียบรัฐบาลได้นั้นเป็นพัฒนาการของศรัทธาทางการเมืองที่เห็นได้ชัดชัดขนาดที่ว่าหากมีใครสักคนเรียนป.โทหรือป.เอกสายรัฐศาสตร์ ผมจะแนะนำให้เอาเรื่องนี้ไปทำวิทยานิพนธ์เลยทีเดียว

น่าสนใจมากนะครับ โดยเฉพาะศรัทธาทางการเมืองทีเกิดในฝั่งสีแดงนั้นผูกติดกับระบบอุปถัมภ์ของสังคมไทยในระดับรากหญ้าอย่างแยกไม่ออกอีกต่างหากกระบวนการพัฒนาจากทัศนคติมาเป็นความเชื่อ จากความเชื่อเป็นค่านิยม และสุดท้ายมาจบที่ศรัทธาทางการเมืองที่เข้มข้นถึงขนาดประกาศจะเข่นฆ่าอีกฝ่ายในตายตกไปตามกันนี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ

อาจารย์ท่านหนึ่งที่สอน Game theory ถึงกับบอกว่าเกมนี้มีจุดจบอยู่สองแบบ หนึ่งคือแกนนำของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายไป หรือไม่ก็ตายมันทั้งสองฝั่งนั่นแหละ!

ผมก็ได้แต่สงสารคนที่ไปเป็น "มวลชน" ไม่ว่าจะเป็นเหลืองหรือแดงก็ตามผมเข้าใจว่าท่านเหล่านั้นส่วนหนึ่งไปด้วย "ใจ" จริงๆ

เป็น"ใจ" ที่น่าคารวะและเชิดชูโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนแต่เป็น "เกม" ของแกนนำทั้งสองฝ่าย

ในบรรดาแกนนำ...ไม่มีใครห่วงใยใครนอกจากตัวเอง
ในบรรดาแกนนำ...ไม่มีใครรักและหวังดีกับประเทศชาติเหมือนที่พูด

ทุกคนล้วนผลิต "ชุดความเชื่อ" ออกมาและขายมันให้กับผู้เข้าร่วมชุมนุม จากนั้นก็พัฒนาชุดความเชื่อนั้นให้กลายเป็น "ศรัทธา" แบบถูกบ้างผิดบ้าง

เราเลิกกันเถอะครับ

Tuesday, September 02, 2008

 

การเพิกเฉยและความเป็นกลางทางการเมือง

ประเด็นทางการเมืองในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้อากาศร้อนในฤดูฝนทวีความร้อนขึ้นไปหลายเท่า

แม้จะมีแต่คนบอกว่า "ดูข่าวการเมืองแล้วเครียด...อย่าไปดูมันเลย" แต่ผมก็ใช้เวลาส่วนหนึ่งของวันคอยติดตามสถานการณ์ของกลุ่มการเมืองทั้งในและนอกรัฐสภา

เครียดน่ะ...ก็ใช่อยู่
แต่จะให้ไม่สนใจเลยเนี่ยมันผิดวิสัยอดีต Activist นะครับ

.........................................................................

ไม่รู้เคยเขียนบอกไปหรือยังว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ "ไม่รับ" ร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 นะครับ

อ่านแล้วและ "คิดแล้ว" ว่า "ไม่รับ"

เหตุผลสำคัญประการหนึ่งนอกเหนือจากเหตุผลหลักที่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากกระบอกปืนก็คือการระบุไว้ในมาตราหนึ่ง (ขออภัยที่จำไม่ได้) ว่า ข้าราชการ, เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือพนักงานของรัฐต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง

ผมไม่เข้าใจว่า "ความเป็นกลางทางการเมือง" ตามเจตจำนงของรัฐธรรมนูญคืออะไร?

และผมก็ไม่แน่ใจด้วยว่าจะปฏิบัติตามได้?

..........................................................................

อาจารย์ท่านหนึ่งที่ผมรู้จักบ่น "พันธมิตรฯ" ให้ฟังว่าทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน

จะเดินทางไปไหนก็ไม่สะดวก มาหยุดเดินรถไฟ มาขัดขวางการเดินทางโดยเครื่องบินของนักท่องเที่ยวแบบนี้แย่มาก

ว่าแล้วแกก็บอกว่ากำลังเขียนโครงการสมานฉันท์ จะให้คนที่ "เป็นกลาง" ออกมาแสดงตัวโดยใส่เสื้อสีขาว แล้วบอกว่าเราไม่นิยมความรุนแรง จะทำอะไรก็ทำ อย่าทำความเดือดร้อนให้กับประชาชน

สีขาว = เป็นกลาง

ผมฟังแล้วก็แอบถอนใจและส่ายหน้า

ถ้าใส่เสื้อขาวแล้วทำให้นายกรัฐมนตรีและแกนนำพันธมิตรเลิก "ดื้อ" ได้

ผมใส่ให้ทั้งปีเลยเอ้า!

........................................................

หลายคนบอกว่า การเมืองไทยวันนี้แบ่งเป็นสองขั้วชัดเจน

จริงๆ แล้วผมว่ามีมากกว่านั้น

ลองทำแบบสอบถามทัศนคติโดยใช้ Likert scale ประมาณ 5 น่าจะพอดี

คำถามคือ "คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีประสิทธิภาพและควรวางมือ"

ในช่องแสดงความคิดเห็นก็มีตั้งแต่ เห็นด้วยมาก เห็นด้วย ปานกลาง ไม่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยมากที่สุด

เชื่อสิครับว่ามีคนกามาให้ทุกช่อง

และ

เชื่อสิครับว่าถ้านับความถี่แล้วจะมีคนกาให้ช่อง "ปานกลาง" มากที่สุด

............................................................

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่า "ความเป็นกลางทางการเมือง" กับ "การเพิกเฉยทางการเมือง" นั้นต่างกัน

แต่ในขณะเดียวกันก็ซ้อนทับกันอยู่

ใครบางคนอาจจะบอกว่าไม่เห็นด้วยกับฝ่ายไหนทั้งสิ้น ไม่สนใจว่าใครหรือฝ่ายไหนจะทำอะไร

ขออย่างเดียว...อย่ามาทำให้ฉันเดือดร้อนเป็นพอ

ผมเองนั้นเป็นประเภทที่ไม่ได้เห็นด้วยกับพันธมิตรฯไปซะทุกอย่าง แต่ก็ไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปกับรัฐบาลเหมือนกัน

ผมยอมรับว่าการเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในช่วง 100 วันทีผ่านมานั้นมี "คุณูปการ" บางอย่างต่อสังคมไทย

แต่ "วิธีการ" ที่พันธมิตรเลือกใช้ในช่วงหลังๆ นั้นก็ดูจะเกินเลยไปมาก

เวลาเราแก้ปัญหาทางวิศวกรรมนั้น "วิธีการ" ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

เพราะ "วิธีการ" ที่ผิด ย่อมนำไปสู่ "ผลลัพธ์" ที่ผิดเสมอ

และท่ามกลางความขัดแย้งรุนแรงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ผลลัพธ์ที่พันธมิตรฯ ตั้งใจให้เป็นเมื่อแรกเริ่มขับเคลื่อนการชุมนุม

กับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในท้ายที่สุด

คงต่างกัน

แต่ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร

ผมมั่นใจว่าสังคมประชาธิปไตยของเราจะเติบโตขึ้น

แม้ว่าการเติบโตนั้นจะเจ็บปวดบ้างก็ตาม

Labels:


Saturday, July 19, 2008

 

รุ้งกินน้ำ

วันนี้ตอนขากลับจากมหาวิทยาลัยผมบังเอิญเห็นรุ้งกินน้ำเข้า

บอกตามตรงว่าแอบตื่นเต้นนิดนึง

อาจเป็นเพราะหลายปีที่ผ่านมาไม่ค่อยได้สังเกตภูมิทัศน์รอบตัวเท่าไหร่ เลยจำไม่ได้ว่าตัวเองเห็นรุ้งกินน้ำครั้งล่าสุดเมื่อใด?

-----------------------------------

ช่วงนี้ผมโดนรังควาญจาก Mobile Marketing ค่อนข้างถี่

ของแบบนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่เชียว...มันมาเป็นช่วงๆ

ช่วงไหนมีเบอร์แปลกๆ หรือ Private Number มานี่ก็จะระดมกันมาแบบสายแทบไหม้

อยากจะบอกเหลือเกินว่าไม่รู้จะกระเหี้ยนกระหือรืออยากขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้กับอาจารย์มหาวิทยาลัยจนๆ อย่างผมไปถึงไหน?

พอดีคุณพ่อคุณแม่สอนมาดีครับ

ท่านสอนว่าอย่าพูดคำหยาบกับคนแปลกหน้า

ผมเลยสงบปากสงบคำแล้วอือๆ ออๆ ไปกับพนักงานขายเหล่านั้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าตัวเองทำถูกหรือเปล่า? บางทีคนขายเค้าอาจจะอยากให้บอกไปเลยตรงๆ ก็ได้ว่าไม่เอาครับ ไม่สนใจผลิตภัณฑ์ครับ เพื่อที่เขาหรือเธอจะได้ไปทำหน้าที่ของตนกับว่าที่ลูกค้ารายอื่นต่อไป

สมัยหนุ่มๆ ผมเคยห่ามขนาดพูดจากวนประสาทพนักงานเหล่านี้ไปก็หลายครั้ง แต่ไม่หยาบคายนะครับ...บอกแล้วไงว่าคุณพ่อคุณแม่สอนมาดี

ตอนนี้เลิกแล้วครับ ใครโทรมาก็บอกเค้าไปตามจริงว่าเงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัยวุฒิปริญญาโทมันแค่ 12,600 บาท

บางคนมีถามอีกนะว่า "รวมทุกอย่างแล้วเหรอคะ?"

ไม่อยากบอกเลยว่าถ้ารวมไอ้ที่หักๆ ไปทุกเดือนแล้วเนี่ยมันเหลือน้อยกว่านี้อีกนะครับ

----------------------------------

ตอนที่ตัดสินใจย้ายจากกรุงเทพฯ มาอยู่ต่างจังหวัด ผมเองก็ทำใจมาแล้วในระดับหนึ่งว่าชีวิตคงไม่เหมือนเดิม

หลักๆ ก็เรื่องรายรับที่จะลดลง สภาพคล่องทางการเงินก็คงไม่ดีเหมือนอยู่กรุงเทพฯ

แต่ก็แอบคิดไว้แล้วเหมือนกันว่าเงินที่หายไปน่าจะชดเชยกลับมาด้วยอะไรบางอย่างที่เงินหาซื้อไม่ได้

บางที..รุ้งกินน้ำที่เห็นวันนี้อาจเป็นสิ่งหนึ่งที่ยืนยันความเชื่อข้างต้น


"Life is like a rainbow. You need both the sun and the rain to make its colors appear"

"ชีวิตก็เหมือนรุ้งกินน้ำ เราต้องการทั้งแสงแดดและสายฝนเพื่อสร้างให้มันมีสีสัน"

Tuesday, March 18, 2008

 

การปฏิเสธถุงพลาสติกชิ้นที่ 4 ของนัทสิมา

ช่วงนี้วุ่นวายอยู่กับการตัดเกรดนักศึกษา (ตาดำๆ)

อีกทั้ง Summer ก็จะเปิดสอนอยู่รอมร่อแต่ Course Outline ที่ตั้งใจจะออกแบบให้เป็นการเรียนการสอนเชิง Constructivism (ผู้เรียนหาความรู้ที่ตัวเองอยากรู้ด้วยตนเอง) ก็ยังไม่แล้วเสร็จ

งานวิจัยที่ได้ทุนจากสกว. ก็เร่งๆ ให้ส่งบทความวิจัยภายในสอง-สามวันนี้

ทุนวิจัยตัวใหม่ก็จะปิดรับข้อเสนอภายในสองสามวันนี้(เช่นกัน)

บลา บลา บลา...

ที่กล่าวมาทั้งหมด คือข้อแก้ตัวของการไม่อัพบล๊อกเรื่อง Japan Trip ครับ

----------------------------------------
มาว่าเรื่อง "การปฏิเสธถุงพลาสติกชิ้นที่ 4 ของนัทสิมา" บ้างดีกว่า

เรื่องของเรื่องคือเมื่อตอนที่นัทสิมาเอ่ยปฏิเสธถุงพลาสติกในร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง พอดีว่าเพื่อนอาจารย์รุ่นพี่ที่ไปซื้อของด้วยกันเกิดประทับใจในไอเดียนี้

โรคปฏิเสธถุงพลาสติกก็เลยติดต่อกันไปในหมู่อาจารย์ 2-3 คน

นับว่าเป็นนิมิตหมายอันดี

ว่าแล้วนัทสิมาก็ขอเชิญชวนมิตรรักแฟน blog มาร่วมปฏิเสธถุงพลาสติกกันเถิด

หากปฏิเสธได้แล้วก็ให้ท่านเขียนใส่ blog ป่าวประกาศให้สาธารณชนรับรู้ไปเลยว่า "วันนี้ข้าฯปฏิเสธถุงพลาสติกได้อีก 1 ถุงแล้วนะ รวมทั้งปีปฏิเสธไปแล้วกว่า 16 ถุงเชียวนะเฟ้ย"

หาก Blogger ท่านใดมีความสามารถทำระบบ record จำนวนถุงที่ปฏิเสธให้นำ Code มาแปะใน blog อื่นๆ ได้จะเป็นสาธารณกุศลมากมาย

----------------------------------
"วันนี้นัทสิมาปฏิเสธถุงพลาสติกได้อีก 1 ถุงแล้วนะจ๊ะ รวมเป็น 4 ถุงแล้วจ้า"

Saturday, March 01, 2008

 

JPN Trip Photo (1): Hanako = ดอกไม้






รูปนี้ถ่ายที่วัด Enkaku-ji ซึ่งเป็นวัดเซนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในเมือง Kita-Kamakura ครับ

นัทสิมาเองเป็นคนที่ความรู้เรื่องดอกไม้อยู่ในระดับต่ำถึงต่ำมาก จึงไม่สามารถบอกได้ว่าคุณดอกไม้ที่ถ่ายรูปมานี้เป็น Sakura หรือไม่? แต่มีความน่าจะเป็นที่จะ "ไม่ใช่" สูงกว่า เพราะตอนที่ถ่ายรูปมาเนี่ยที่ญี่ปุ่นยังเป็นฤดูหนาวอยู่ และ Sakura ก็น่าจะบานในอีกเดือนหรือสองเดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ตามในข้อมูลของ Fodor's ฉบับ Japan (18th edition) ที่นัทสิมาติดมือไปด้วยคราวนี้ ระบุว่าวัดนี้มีชื่อเสียงเรื่องดอกของต้น Apricot ซึ่งจะบานในช่วงเดือนกุมภาพันธ์

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่ามัน(น่าจะ) เป็นดอก Apricot สินะ
--------------------------------------------------



หึ หึ ดอกอะไรก็ไม่รู้อีกนั่นแหละ ถ่ายที่วัด Hase-Dera ในเมือง Kamakura

จริงๆ ดอกไม้ก็ไม่ค่อยสวยหรอก แต่นัทสิมาอยากได้ background แบบเบลอๆ ของกระถางธูปแบบญี่ปุ่น

--------------------------------



นี่ก็ถ่ายใกล้ๆ กับดอกเหลืองข้างบนนะครับ (วัด Hase-Dera เหมือนกัน)
คิดแล้วก็เสียดายที่ไม่ได้มาช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูอื่นที่ไม่ใช่ฤดูหนาวแบบนี้ เพราะที่วัดทำทางเดินชมดอกไม้เป็น trail ยาวน่าสนใจมาก ซึ่งนัทสิมาไปเดินมาแล้วเห็นแต่ต้นไม้ที่มีแต่กิ่ง!

Friday, February 29, 2008

 

Yokoso! Japan

นัทสิมาไปอยู่ญี่ปุ่น 7 วัน
นั่งรถไฟเป็นบ้าเป็นหลัง (เนื่องจากซื้อ JR Pass หรือตั๋วเหมาแบบ 7 วันไปจากเมืองไทย...กลัวไม่คุ้ม)
ตื่น 6 โมงเช้า เข้านอนเกือบเที่ยงคืนทุกวัน
เที่ยว / conference / กิน / ถ่ายรูป / เดิน / ใช้ชีวิตอยู่ในหลายๆ เมือง
Tokyo / Yokohama / Kamakura / Kyoto / Himeji / Hiroshima / Kitakyushu / Fukuoka

กลับมาแล้วก็ยังนั่งงงๆ ว่าทำไปได้ไง?

เอาเหอะ...แล้วจะเล่าให้ฟัง (เรื่อยๆ) ตามหัวข้อต่อไปนี้
- โตเกียวไม่มีหมา
- เป๊ะ! ... เรื่องของ Standardization ในญี่ปุ่น
- Intelligence Manaufacturing System ระบบการผลิตในโลกอนาคตที่ไม่ไกล
- รถไฟ / รถเมล์ / รถราง / รถไฟใต้ดิน
- International Conference เป็นอย่างนี้นี่เอง
- ฮิโรชิม่าในวันฟ้าหม่น
- บ้านน๊อก..บ้านนอก
- Zen
- กิน
- Hostel กับ Hotel
- Backpacker's Alogorithm
- ฯลฯ

ระหว่างนี้ขออนุญาตย่อรูป เลือกรูปสวยๆ จาก trip นี้เพื่อจะมาใช้ประกอบเรื่องราวทีจะทยอยนำมาเล่าให้มิตรรักแฟน blog ได้อ่านกัน

โปรดรอคอยด้วยใจระทึก!

Monday, February 18, 2008

 

เรื่องชื่นใจ

เทอมนี้นัทสิมา Assign ให้นักศึกษาทำรายงานที่ต้องออกไปวิเคราะห์สภาพความเสี่ยงของโรงเรียนอนุบาลและโรงเรียนประถมต่างๆ จากนั้นก็ให้กลับมาเขียนโครงการว่าจะทำต้องปรับปรุงอะไรเพื่อให้เกิดสภาพความปลอดภัยกับนักเรียนในโรงเรียนต่างๆ เหล่านั้น

จุดประสงค์หลักคือต้องการ "ยึดโยง" นักศึกษาที่กำลังจะจบออกไปกับชุมชนที่ตนเองเคยอยู่

อีกอย่างหนึ่งคืออยากให้เด็กๆ ของนัทสิมามีสิ่งที่เรียกว่า "จิตอาสา" ติดตัวกันไปไม่มากก็น้อย

เด็กๆ ของนัทสิมาจึงก็กระจายกันออกไปประเมินความเสี่ยงของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้าง โรงเรียนประถมบ้าง สถานีอนามัยบ้าง และกลับมาพร้อมกับโครงการปรับปรุงสภาพความปลอดภัย

หลังจากตรวจโครงการที่นำเสนอกันมาและอนุมัติไปบางส่วน นักศึกษาบางกลุ่มก็เริ่มลงไปยังพื้นที่จริงอีกครั้งเพื่อดำเนินการ "ปรับปรุง" จริงๆ

ช่วงต้นเดือน มีนักศึกษาแจ้งว่าจะเข้าไปปรับปรุงโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง นัทสิมาจึงเดินทางติดตามไปด้วย (ทั้งๆ ที่คืนก่อนนั่งทำ research paper จนถึงตีสี่)

พอไปถึง ครูใหญ่ของโรงเรียนแห่งนั้นก็เข้ามาขอบคุณกันยกใหญ่ ทำเอานัทสิมาตั้งตัวแทบไม่ทัน

คุณครูขอบคุณแล้วก็ขอบคุณอีก โค้งแล้วโค้งอีก จนนัทสิมาเกรงใจ

นั่นนับเป็นเรื่องชื่นใจเรื่องที่หนึ่ง

เป็นเรื่องชื่นใจที่เงินเดือนหลายหมื่นบาทในกรุงเทพฯ หาซื้อไม่ได้
......................................................................
เรื่องชื่นใจเรื่องที่สอง

paper ของนัทสิมา (อันที่ทำถึงตีสี่นั่นแหละ) ได้รับการตอบรับให้ไปนำเสนอในงานประชุมวิชาการนานาชาติ ณ ประเทศญี่ปุ่น ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้แหละ

งั้นเป้าหมายประจำปีนี้ก็บรรลุไปข้อนึง (เล็กๆ) แล้วสิเนี่ย?
.......................................
เรื่องชื่นใจเรื่องที่สาม

ก่อนจะเป็น paper ที่ได้รับการคัดเลือกไปญี่ปุ่นนั้น นัทสิมาได้ Contribute ผลการทดลองบางส่วนเพื่อเขียนเป็นบทความวิจัยเล็กๆ แล้วก็ (โดน Supervisor บังคับ) ให้ส่งเข้าประกวดในงานประชุมวิชาการบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัย

วันพฤหัสบดีที่แล้วก็ได้จัดการไปนำเสนอต่อหน้าคณะกรรมการจากสาขาวิชาต่างๆ

ปรากฎว่ามันได้รางวัลนำเสนอผลงานวิจัยยอดเยี่ยม!
........................................
เรื่องชื่นใจเรื่องที่สี่

วันศุกร์ที่ผ่านมาสำนักงานผู้ประสานงานโครงการของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้มาตรวจประเมินความก้าวหน้าของงานวิจัยที่นัทสิมาและนักศึกษา 2 กลุ่มได้รับทุนวิจัยมาทำร่วมกับวิสาหกิจชุมชน

อาจเป็นเพราะได้นักศึกษาที่เอาการเอางาน งานที่ออกมาก็เลยมีปริมาณความก้าวหน้าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

ผู้ประเมินฯ เลยชมเชยนัทสิมาและคณะสามเวลาหลังอาหาร แถมยังบอกอีกว่าต่อไปภาควิชาที่นัทสิมาสอนอยู่จะต้องมีชื่อเสียงระดับประเทศ

ยกยอกันขนาดนั้นเลยเชียว...(เขินนะเนี่ย)
....................................

เรื่องชื่นใจทั้งหมดทั้งมวลคือสิ่งที่ช่วยให้นัทสิมามั่นใจขึ้นว่าข้อความ "I will change the world" ที่แปะอยู่ในคอลัมน์ข้างๆ นั้นจะเป็นจริงได้

ก็ในเมื่อคนเราต่างก็มี "โลก" หลายใบซ้อนทับกันอยู่

นัทสิมาจึงเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลง "โลก" จึงเป็นสิ่งที่ทำได้โดยการค่อยๆ เปลี่ยน "โลก" ใบเล็กๆ ที่แวดล้อมตัวเองอยู่ก่อน

ในขณะเดียวกันก็ต้องเปลี่ยน "คน" ให้มีศักยภาพเพียงพอที่จะไปเปลี่ยนแปลง "โลก" ของพวกเขาให้ดีขึ้นต่อไปในอนาคต

ยืนยันอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนอีกครั้ง ณ ที่นี้

I will change the world!

Wednesday, February 06, 2008

 

To Do List 2008

(หมายเหตุ - การตั้งเป้าหมายประจำปีของชีวิตในช่วงต้นปี นัทสิมาจะถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในทุกๆ ปีเพราะดูๆ แล้วน่าจะมีผลดีมากกว่าผลเสีย อย่างน้อยก็ถือว่าเป็น milestone ในแต่ละช่วงของชีวิต)

เป้าหมายชีวิตของนัทสิมาประจำปี พ.ศ. 2551

1) เป้าหมายทางวิชาการ
1.1) มีผลงานที่ได้รับคัดเลือกให้นำเสนอในงานประชุมวิชาการนานาชาติ อย่างน้อย 2 เรื่อง
1.2) มีผลงานที่ได้รับการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ 1 เรื่อง
1.3) มีผลงานที่ได้รับการพิจารณาให้ตีพิมพ์หรือนำเสนอในระดับประเทศ 2 เรื่อง
1.4) มีเอกสารประกอบการสอน / ตำรา อย่างน้อย 2 เล่ม
1.5) ได้รับทุนวิจัย / ทุนการศึกษา / ทุนอื่นๆ มูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 200,000 บาท

2) เป้าหมายด้าน Social Responsibility
2.1) เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ/คณะทำงานระดับจังหวัด อย่างน้อย 2 คณะทำงาน
2.2) มีภาระงานที่เกี่ยวข้องกับการบริการวิชาการชุมชน ไม่น้อยกว่า 400 ชั่วโมง
2.3) ขออนุมัติเปิดศูนย์บริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยให้ได้
2.4) ปฏิเสธถุงพลาสติกจากผู้ขายให้ได้มากกว่า 100 ครั้ง

3) เป้าหมายด้านคุณภาพชีวิตและจิตใจ
3.1) ลดค่าดัชนีมวลกาย (BMI: Body Mass Index) ลงให้เหลือ 25
3.2) ขูดหินปูนปีละ 2 ครั้ง
3.3) ตรวจสุขภาพอย่างละเอียด ปีละ 1 ครั้ง
3.4) ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน
3.5) ปีนี้ต้องกลับไปวิ่งมินิมาราธอนให้ได้!
3.6) ไม่ลืมที่จะฝึกจิตและเติมความรู้ทางธรรมอยู่เสมอ

4) เป้าหมายด้านเศรษฐกิจ&ครอบครัว
4.1) มีเงินออมเพิ่มขึ้น 10% จากปี 2550 (ไม่รวมอัตราเงินเฟ้อ)
4.2) โทร.หาคุณแม่ให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
4.3) หอบงานกลับมาทำที่บ้านน้อยกว่า 3 วันต่อสัปดาห์
4.4) จัด trip ท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี

5) เป้าหมายด้าน Blog (มีด้วย)
5.1) ความถี่ในการอัพบล๊อกเฉลี่ย 2 ครั้งต่อเดือน
5.2) เพิ่มยอดแฟนคลับ (มีด้วย!!) 50%

Sunday, December 30, 2007

 

รายงานผลการดำเนินชีวิตประจำปี 2550

เมื่อต้นปี 2550 นัทสิมาได้เขียน To Do List อันเปรียบดังพันธกิจ (Mission) ของตนเองไว้ ดังนั้นเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเป้าหมายของตน จึงต้องนำมาสรุปเป็น "รายงานผลการดำเนินชีวิต ประจำปี 2550" ไว้ ณ ที่นี้

พันธกิจในปี 2550

1. ในขณะที่บรรดา Blogger เพื่อนบ้านของนัทสิมาอย่าง Mr.Gelgloog หรือ Epsie ต่างพากันลาพักร้อนเพื่อไปประกอบกิจส่วนตัวอันสำคัญยิ่ง นัทสิมากลับทำในสิ่งตรงข้าม กล่าวคือ แอบไปเปิด blog ไว้อีก 2 blogs ที่ wordpress ตั้งใจว่าอันนึงสำหรับเขียนเรื่องเชิงท่องเที่ยวเดินทาง (ที่นานๆ จะได้ไปไหนสักที) ส่วนอีกอันเป็น blog ของวิชาด้านคุณภาพที่สอนในเทอมนี้ปัจจุบัน blog หลังดูจะได้รับการดูแลมากกว่า อันเนื่องจากมีนักเรียนเข้ามาเยี่ยมชมเป็นระยะถ้าไม่รู้จัก up blog ล่ะก็....โดนล้อในคาบเรียนแย่เลย

สรุปผล - ปัจจุบันนัทสิมามี Blog ที่เปิดไว้ทั้งหมด 9 Blog ด้วยกัน ! โดยประกอบไปด้วย Blog เรื่อยเปื่อยจำนวน 2 Blog , ท่องเที่ยว 1 Blog, วิชาที่สอน 5 Blog และวิชาการ 1 Blog (แต่ที่ Active จริงๆ มีเพียง 2 Blog เท่านั้น ที่เหลือเป็นประเภท Slow move)

2. กล่าวโดยสรุป Blogspot (http://natsima.blogspot.com) ก็จะแปรสภาพจากที่เคยตั้งใจไว้ว่าจะเขียนเรื่องวิชาการแบบที่ไม่หนักเกินไปนัก กลายเป็น blog ประเภทรวมมิตร, ตามใจฉัน, เรื่อยเปื่อย ฯลฯ

สรุปผล - เป็นดังที่ตั้งใจไว้ทุกประการ Blog นี้เป็นแหล่งรวม everything เลยทีเดียวเชียว

3. ส่วนเรื่องเชิงวิชาการอาจจะมี post ที่นี่บ้าง (ไม่ว่าเขียนอะไรจะเอามาลงที่นี่เสมอ) เรื่องท่องเที่ยวก็ไปที่ wordpress อ้อ..ตั้งใจว่าจะเปิด blog ธรรมะรวมข้อเขียนสมัยอยู่ในเพศบรรพชิตเอาไว้ด้วย

สรุปผล - เรื่องท่องเที่ยวและเรื่องธรรมะ ไม่ได้เขียนเลย


4. ความถี่ในการ up blog จากเดิมในปีที่แล้วเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละครั้ง จะเปลี่ยนเป็นสัปดาห์ละครั้งให้ได้ (สู้ๆ)

สรุปผล - ทำไม่ได้!

5. ปีนี้ตั้งใจว่าจะทำงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในประเทศ (เป็นอย่างต่ำ) อย่างน้อย 3 เรื่อง ปัจจุบันเริ่ม kick off ไปแล้ว 1 เรื่อง ส่วนอีก 2 เรื่องกำลังคิดๆ หัวข้ออยู่

สรุปผล - งานวิชาการในปีนี้ค่อนข้างเป็นไปตามเป้า กล่าวคือมีงานที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในประเทศ 2 เรื่อง กำลังรอตีพิมพ์อีก 1 เรื่อง (รวมเป็น 3 เรื่องพอดี) นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ได้ไป Conference อีก 1 เรื่องซึ่งเป็นงานที่ทำสมัยเรียนปริญญาโท และมีบทความวิเคราะห์การเมืองตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจอีก 1 บทความ

6. ปีที่ผ่านมาซื้อหนังสือ (textbook) มาหลากหลายสาขาวิชา ตั้งใจว่าน่าจะค่อยๆ ย่อยไปได้อย่างน้อย 50%

สรุปผล - เนื่องจากปีนี้เปลี่ยนที่ทำงาน อีกทั้งยังย้ายเวทีวิชาการจากศาสตร์แขนงหนึ่งไปอีกแขนงหนึ่ง หนังสือที่ซื้อมาเลยยังอยู่ของมันอย่างนั้น แต่คาดว่าจะได้อ่านภายใน 3-5 ปีนี้แหละ

7. ถ้าไม่มีอะไรผิดไปจากแผนที่วางไว้ ปีนี้น่าจะเปิดบริษัท (เล็กๆ) ของตัวเองได้

สรุปผล - บริษัทคงจะเปิดได้หลังจากเรียนจบปริญญาเอก ช่วงนี้ต้องหมกมุ่นและฟุ้งซ่านกับงานวิจัยไปก่อน

8. ถ้าไม่มีอะไรผิดแผน น่าจะมีเวลาว่างมากขึ้น และอาจจะทำหนังสือวิชาการสัก 1 เล่ม

สรุปผล - ปีนี้เขียน "เอกสารประกอบการสอน" ได้ 5 บท เลยเอาไปรวมเป็นหนึ่งเล่ม แล้วเขียนหน้าปกว่า "เล่ม 1" ณ ปัจจุบัน บทที่ 6 ก็ยังไม่ได้เขียนต่ออยู่ดี...แล้วมันจะมีเล่ม 2 ไหมเนี่ย?

9. อยากลดน้ำหนัก น่าจะลดได้ (ถ้าพยายาม)

สรุปผล - น้ำหนักไม่ลด แต่ก็ไม่เพิ่ม ช่วงที่ย้ายมาบ้านนอกใหม่ๆ พยายามตื่นไปวิ่งออกกำลังกายแต่ทำได้ประมาณเดือนนึงก็กลับสู่ภาวะปกติ ยังคงต้องพยายามต่อไป

กล่าวโดยสรุป ปีนี้เป็นที่มีความก้าวหน้าทางวิชาการอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ต้องปรับปรุงในส่วนของคุณภาพชีวิต นั่นคือต้องออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักและเสริมสร้างสุขภาพให้จริงจังมากขึ้น

ส่วนเรื่อง Blog ก็ควร ลด ละ เลิก ความบ้าพลังลง แล้วหันมา Update ให้ถี่ขึ้นเป็นอันๆ ไปจะดีกว่า

จบการรายงานแต่เพียงเท่านี้

Monday, December 24, 2007

 

ทำไมคนไทยส่วนใหญ่ยังยินดีที่จะเลือกพรรคพลังประชาชน?

ผลการเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมาคงจะไม่สร้างความประหลาดใจให้กับคนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองโดยเฉพาะผู้ที่ติดตามผลการสำรวจ (โพล) จากสำนักต่างๆ มาตลอดช่วงระยะเวลาก่อนการเลือกตั้ง

แต่สิ่งที่จำเป็นต้องได้รับคำอธิบายก็คือ เหตุใดคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศยังคงให้ความไว้วางใจพรรคพลังประชาชน ซึ่งแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทยอันอื้อฉาว?

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าเราสามารถอธิบายเรื่องนี้ได้ด้วยทฤษฎีทางจิตวิทยา 2 ทฤษฎี

ทฤษฎีแรกคือเรื่องของ Threshold ซึ่งหมายถึงระดับต่ำสุดของแรงกระตุ้นที่ทำให้ผู้ถูกกระตุ้น “รู้สึก” ยกตัวอย่างเช่น การที่เราค่อยๆ ใช้เล็บจิกลงไปบนแขนของเพื่อนแล้วถามเพื่อนว่ารู้สึกเจ็บไหม? หากไม่เจ็บก็เพิ่มแรงกดเรื่อยๆ จนกระทั่งเพื่อนร้องจ๊ากออกมา..นั่นแหละครับ Threshold อย่างไรก็ตามหลังจากเลยจุด Threshold นี้ไปแล้ว แม้ว่าเราจะเพิ่มแรงกดมากขึ้นเท่าใด เพื่อนเราก็ไม่ใช่จะไม่เจ็บนะครับ ยังเจ็บอยู่แต่ความเจ็บนั้นก็จะ “เท่าๆ กัน” กับความเจ็บที่จุด Threshold นั่นเอง (นอกเสียจากเราจะจิกซะจนเลือดพุ่งออกมา...ซึ่งนั่นก็จะเป็นอีกกรณีหนึ่ง)

เรื่องระดับความ “เจ็บ” นี่เองที่จะใช้ในการอธิบายว่าเหตุใดคนไทยที่เคย “เจ็บ” กับระบอบทักษิณมาแล้วยังคงกลับไปเลือกนอมินีของระบอบทักษิณกันอีก

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าชาวบ้านส่วนใหญ่รู้ถึงความฉ้อฉลของนักการเมืองเป็นอย่างดี นอกจากนี้ชาวบ้านยังรู้อีกว่านักการเมืองหลายๆ คนก็คือ “นักโกงเมือง” ที่ยักยอก ตักตวง และถ่ายเททรัพย์สมบัติของชาติไปเป็นของตนทั้งในที่ลับและในที่แจ้ง ทั้งที่โกงแบบค่อยๆ ละเลียดโกง และที่โกงแบบมูมมามโฉ่งฉ่าง

นั่นคือ “ความเจ็บที่ถูกโกง” ของชาวบ้านนั้นผ่านจุด Threshold มาแล้วครับ

เพราะฉะนั้น เมื่อ perception ของชาวบ้านคือ “นักการเมืองทุกคนโกงเหมือนกันหมด” จะโกงสี่แสนแปดหมื่นบาท หรือโกงเจ็ดหมื่นแปดพันล้านบาท ก็สร้าง “ความเจ็บที่ถูกโกง” พอๆ กัน

อีกประการหนึ่ง ในความเห็นส่วนตัวของผมคือ จำนวนเงินในระดับหลักล้านสำหรับชาวบ้านแล้วมีค่าเท่ากันคือ “มหาศาล”

ดังนั้น ถ้าเราจะมาบอกว่ารัฐบาลไทยรักไทยโกงประเทศชาติไปกว่าเจ็ดหมื่นแปดพันล้านบาทในขณะที่อีกรัฐบาลของอีกพรรคการเมืองหนึ่งไม่ได้โกงกันมากขนาดนี้ (อาจจะบอกว่าโกงกันแค่ระดับสิบล้าน)

ในมุมมองของชาวบ้านแล้ว ปริมาณเงิน “มหาศาล” ที่ทั้งสองพรรคนั้นโกงประเทศชาติไปนั้นมันเท่าๆ กันครับ

ดังนั้น เมื่อคิดตามทฤษฎีนี้จะพบว่า ที่สุดแล้วพรรคการเมืองทุกๆ พรรคก็จะเหมือนกัน พรรคไหนได้เข้าไปเป็นรัฐบาล พรรคนั้นก็จะโกงประเทศชาติอย่าง “มหาศาล” พอๆ กัน

คำถามต่อมาคือ ก็ในเมื่อทุกพรรคต่างก็ “ไม่ดี” พอๆ กันแล้ว ทำไมต้องเลือกพรรคพลังประชาชนด้วย?

ทฤษฎี Framing Effect น่าจะสามารถใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้

ใจความสำคัญของทฤษฎีนี้คือ เราจะ “รู้สึกดี” เสมอถ้าเราเป็นฝ่ายได้ประโยชน์

Perception ของรัฐบาลไทยรักไทยภายใต้การนำของพ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นภาพจำอันชัดเจนของ “ความเอื้ออาทร” ซึ่งรัฐบาลมีต่อพี่น้องประชาชน (ที่ให้ความไว้วางใจพรรค) ไม่ว่าจะเป็นนโยบายกองทุนหมู่บ้าน, 30 บาทรักษาทุกโรค และโครงการ “เอื้ออาทร” อื่นๆ อีกมากมาย

ตรงกันข้ามกับภาพจำที่มีต่อรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่เข้ามาบริหารประเทศช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจ หรือยุค IMF ที่ผู้คนต้องกระเบียดกระเสียร ดอกเบี้ยเงินฝากถูกลดลง ดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มขึ้น ค่าเงินตกต่ำ ข้าวยากหมากแพง

เป็น Perception ของ “ความสูญเสีย” ที่ฝังแน่นในความทรงจำของชาวบ้านมีผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง

จากทฤษฎี Threshold ที่สรุปว่าชาวบ้านรับรู้ถึงความสามารถในการโกงของทุกพรรคเท่าๆ กัน มาถึงทฤษฎี Framing Effect ที่สรุปว่า Perception ดีๆ ที่มีต่อพรรคไทยรักไทยยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ
จึงเป็นคำตอบว่า เหตุใดคนไทยส่วนใหญ่ยังยินดีที่จะเลือกพรรคพลังประชาชน

Monday, December 10, 2007

 

LIVESTRONG - จงมีชีวิตอยู่อย่างเข้มแข็ง

5 ธันวาคม 2550

จากการจัดของในวันหยุดทำให้ผมไปค้นเจอ wristband สีเหลืองที่ซื้อจากเซ็นทรัลลาดพร้าวในราคาร้อยกว่าบาทเมื่อหลายปีก่อนซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ "ของทำเทียม" จะวางขายเกร่อเมือง (และราคาก็ตกลงมาเหลืออันละไม่กี่สิบบาท)

ด้วยความที่คิดว่ามันน่าจะทดแทนกับ wristband "เรารักพระเจ้าอยู่หัว" สีเหลืองเข้มที่ตนเองไม่มีได้ ผมเลยหยิบมาปัดฝุ่นแล้วสวมเข้าที่ข้อมือด้านขวา

ในตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรอื่น คิดเพียงว่าใส่เป็นเฟอร์นิเจอร์ประดับกายในกระแสวันเฉลิมพระชนมพรรษาเท่านั้น


6 ธันวาคม 2550

ขณะที่กำลังคุยเรื่องสัพเพเหระกับเพื่อนอาจารย์ที่นั่งโต๊ะติดกัน จู่ๆ เสียงโทรศัพท์เคลื่อนที่ของแกก็ดังขึ้น ผมเลยเดินกลับมาที่โต๊ะทำงานและจัดการกับการบ้านของนักศึกษาที่อยู่ตรงหน้าโดยไม่ได้สนใจบทสนทนาทางโทรศัพท์ของเพื่อนอาจารย์

สักพัก เพื่อนอาจารย์ผู้นั้นก็ชะโงกหน้าข้าม partition มาแล้วบอกกับผมด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่าคงต้องฝากแจ้งนักศึกษาในคาบเรียนวันศุกร์ของแกด้วยว่าสัปดาห์นี้งดเพราะแกต้องเข้ากรุงเทพฯ ด่วน

จำได้ว่าผมเองยังพูดแซวออกไปว่าเข้ากรุงเทพฯ บ่อยจัง มีอะไรอยู่ที่นั่นหรือเปล่า?

อาจารย์หนุ่มวัย 30 ต้นๆ ที่เพิ่งจบจากออสเตรเลียผู้นั้น ไม่ได้ตอบอะไร ได้แต่ยิ้มๆ

..เป็นยิ้มที่ดูเศร้ากว่าทุกวันที่ผมเคยเห็น


7 ธันวาคม 2550

ขณะที่ผมกำลังคุมทีมบาสเกตบอลชายของคณะฯ ซึ่งกำลังซ้อมเพื่อเตรียมลงแข่งกีฬาระหว่างคณะในมหาวิทยาลัยก็มีสัญญานเรียกเข้ามาที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของผม

หน้าจอโชว์เบอร์ของเพื่อนอาจารย์ผู้นั้น

"ว่าไงครับอาจารย์ กรุงเทพฯ สนุกไหม?" ผมยังแซวไม่เลิก
"ครับ เอ่อ..อาจารย์นัทครับ ผมมีเรื่องแจ้ง" น้ำเสียงเขาตอบกลับมาดูเรียบๆ อย่างประหลาด
"ผมมาฟังผลการวิเคราะห์เนื้อเยื่อที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ครับ หมอแจ้งว่าผมเป็นมะเร็งในโพรงจมูก แต่อยู่ในระยะเริ่มต้นที่ยังพอมีโอกาสรักษาให้หายได้ ระหว่างนี้ผมคงต้องอยู่กรุงเทพจนกว่าผลการรักษาจะดีขึ้น ฝากอาจารย์แจ้งคณบดี และแจ้งนักศึกษาด้วยนะครับ"

ผมนิ่งไปพักนึงก่อนจะรับคำและคุยกันเรื่องการฝากฝังวิชาที่แกสอนอยู่ ฯลฯ ครู่ใหญ่ก่อนจะวางสายไป

10 ธันวาคม 2550

ผมถอด wristband LIVESTRONG สีเหลืองอันนั้นออกจากข้อมือด้านขวาตั้งแต่วันที่ได้ทราบข่าวการเป็นมะเร็งของเพื่อนอาจารย์ท่านนั้นแล้ว

ตอนนี้มันอยู่ในซองจดหมายสีขาวที่จ่าหน้าถึงโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ โดยมีวงเล็บมุมซองว่า

(LIVESTRONG - จงมีชีวิตอยู่อย่างเข้มแข็งนะครับอาจารย์)

Sunday, October 28, 2007

 

สัญชาตญาณของผู้ประกอบการ (Entreprener's Instinct)

ผมมีเพื่อนหลายคนที่เมื่อทำงานไประยะหนึ่งแล้วก็ลาออกเพื่อไป "สานต่อกิจการของครอบครัว"
จะว่าไปแล้วคนรุ่นผม (30+) ก็น่าจะเป็นรุ่นที่พ่อ-แม่ได้ก่อร่างสร้างตัวมาระดับหนึ่งจากรุ่นปู่ย่าที่เป็นชนชั้นแรงงาน จนมารุ่นพ่อแม่พวกเราที่ผ่านระบบการศึกษาและกลายเป็นชนชั้นกลางในที่สุด

ถ้าปู่ย่าตายายเป็นพ่อค้าแม่ค้าธรรมดา พอมาถึงรุ่นพ่อแม่ก็น่าจะเป็นระดับคหบดี

เพื่อนสนิทๆ ที่กลับไปทำงานที่บ้านมักจะส่งเสียงโอดครวญมาตามสายโทรศัพท์เสมอเกี่ยวกับการ "ปะทะ" กับสิ่งที่เรียกว่า "สัญชาตญาณของผู้ประกอบการ" (Entreprener's instinct) ที่ท่านพ่อท่านแม่มีอยู่

เพื่อนบางคนถึงกับเอาปริญญาโทด้าน MBA จากสถานศึกษาเก่าแก่ระดับแนวหน้าของประเทศมาเป็นตัวประกันยามเมื่อต้องปะทะกับสัญชาตญาณดังกล่าว

...ประมาณว่า "ถ้าป๊าไม่เชื่อผม ป๊าก็น่าจะเชื่อปริญญาของผมบ้าง"
-----------------------------------------------------------------------------
วารสาร Entrepreneur Magazine ซึ่งเป็นวารสารสำหรับผู้ประกอบการได้ตีพิมพ์บทความที่เกี่ยวกับ "สัญชาตญาณ" ไว้ สรุปใจความได้ว่า การใช้สัญชาตญาณนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์กระทำกันมาตั้งแต่ในสมัยที่ยังอยู่ตามป่าเขาโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการรอดชีวิต อย่างไรก็ตามในยุคปัจจุบันก็ยังมีนักธุรกิจหลายคนที่ตัดสินใจโดยอาศัยสัญชาตญาณในตัวเอง

Barry Farber ผู้เขียนบทความดังกล่าวอ้างว่า เขาเคยตกใจแทบสิ้นสติสมประดีเมื่อได้พูดคุยหลังอาหารเช้ากับนักธุรกิจระดับพันล้านผู้หนึ่งซึ่งสารภาพว่าการตัดสินใจทุกอย่างของเขามาจาก "สัญชาตญาณ" ล้วนๆ !

"ในธุรกิจของผมซึ่งก็เหมือนกับธุรกิจอื่นทั่วไป ทุกๆ อย่างขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์และความไว้เนื้อเชื่อใจ เมื่อผมพบใครครั้งแรก ผมจะถามสัญชาตญาณของผมเสมอว่าคนๆ นี้ไว้ใจได้แค่ไหน? ผมจะร่วมธุรกิจกับเขาได้หรือไม่? ซึ่งทั้งหมดจะถูกประเมินจากทัศนคติ มุมมอง และความคิดของคนๆ นั้น"

สรุปว่า "สัญชาตญาณของผู้ประกอบการ" นั้นมีจริง ?
------------------------------------------------------------------------------
หากยึดเอาตามความหมายของพจนานุกรมหลายๆ ฉบับ (ทั้งไทยและเทศ) เราจะพบว่าลักษณะเด่นของ "สัญชาตญาณ" คือการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เป็นไปโดยธรรมชาติมากกว่าจะมีเหตุผลมารองรับ และไม่ต้องมีใครมาสั่งสอน

งั้นนัทสิมาสรุปแบบฟันธงเลยละกันว่าสัญชาตญาณของผู้ประกอบการน่ะ..ไม่มีหรอก

อาเตี่ย อาม้า อาจจะบอกว่าอั๊วรู้ได้โดยไม่ต้องไปเรียน MBA ไม่ได้เข้าโรงเรียน ไม่มีเห็นมีใครมาสั่งสอน

อย่าลืมนะครับว่า "การศึกษา" กับ "การเรียนรู้" นั้นต่างกัน

ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่าเถ้าแก่รุ่นพ่อรุ่นแม่เราผ่าน "การเรียนรู้" แม้จะไม่ได้ผ่านระบบการศึกษา

การสั่งของมาเกิน เก็บสต๊อกเยอะเกินไป โดนลูกหนี้โกง ฯลฯ

เรื่องพวกนี้ถูกบันทึกลงใน Learning Machine ของท่านไปเรียบร้อยแล้ว และจะกลายเป็น "เงื่อนไข" สำหรับการตัดสินใจในครั้งต่อๆไป

ดังนั้นหาก "เถ้าแก่" ท่านทักท้วงอะไรขึ้นมา จงโปรดเข้าใจว่านั่นไม่ได้เป็นสัญชาตญาณของผู้ประกอบการหรอกนะครับ

หากแต่เป็น "องค์ความรู้" ที่สั่งสมมาจากประสบการณ์

หรือถ้าหากจะเป็นสัญชาตญาณ..

ก็คงเป็นสัญชาตญาณของความเป็นพ่อเป็นแม่ ที่ไม่อยากให้ลูกเจ็บปวดหรือผิดหวังจากการตัดสินใจที่ผิดพลาด

เหมือนที่ตัวเองเคยผ่านมาแล้วในอดีตนั่นเอง

Sunday, September 30, 2007

 

วรรณกรรมทำให้ชีวิตละเมียดละไมขึ้น

สิ่งหนึ่งที่เป็นผลพลอยได้จากการย้ายบ้านคือการได้จัดเรียงหนังสือเข้าชั้น

ช่วงที่ย้ายจากกรุงเทพฯ มาสอนที่บ้านนอก โชคดีที่มีผู้อุปการะต่อชั้นวางหนังสือไว้ให้ผม 1 ตัวใหญ่ๆ

แถมยังมีตู้กระจกแบบสองชั้นอีกสองตู้ และชั้นวางหนังสือขนาด 4 ชั้นอีกสามอัน

...วางหนังสือที่ผมมีได้หมด "พอดี" เลย (จริงๆ ยังมีที่เหลืออีกนิดหน่อยในหมวดการเมืองและสังคมศาสตร์)

จากการกวาดสายตาดูคร่าวๆ ผมพบว่าตัวเองมีหนังสือในหมวด Business & Management มากที่สุด (รวมกันประมาณ 1 ตู้ครึ่ง) ในขณะที่รองลงมาเป็นพวกความเรียงทั่วไป (เช่น หนังสือของคุณสฤนี (fringer), คุณโตมร คุณโหน่ง a day ฯลฯ) และอันดับสามเป็นนิยายและวรรณกรรม

-------------------------------------------
การย้ายมาอยู่บ้านนอกทำให้ผมมีเวลามากขึ้น (เป็นอันมาก) จากที่เคยต้องใช้เวลาในการเดินทางกว่า 3-5 ชั่วโมงในแต่ละวัน ผมกลายเป็นผู้ชายที่อยู่ในสภาพพร้อมขึ้นเตียง (กล่าวคือ อาบน้ำ แปรงฟันและเปลี่ยนชุดนอนแล้วนั่นเอง...โปรดอย่าคิดเป็นอื่นไป) ตั้งแต่เวลา 19:30 น.

แปลภาษาทางการเป็นภาษาบ้านๆ คือ หนึ่งทุ่มครึ่งผมก็ไม่มีอะไรจะทำแล้ว!

เมื่อไม่มีอะไรจะทำผมก็เลยต้องหาอะไรทำ โดยเฉพาะเป็นอะไรที่ไม่ต้องใช้ทุนทรัพย์มากนัก เพราะรายได้ของคุณครูบ้านนอกก็เพียงพอสำหรับชีวิตที่พอเพียงอย่างยิ่งยวด

ว่าแล้วผมก็เลยหยิบนิยายเก่าๆ มาปัดฝุ่นอ่านกันใหม่เป็นรอบที่สอง ซึ่งก็ได้รับความบันเทิงไม่แพ้การอ่านรอบแรก แต่ที่ได้มากกว่าความบันเทิงคือผมรู้สึกว่าชีวิตมันละเมียดละไมขึ้น อาจเป็นเพราะการอ่านในรอบแรกนั้นผมมุ่งเน้นไปที่การ "อ่านเอาเรื่อง" เป็นหลัก ย่อหน้าไหนบรรยายความสวยงามของบรรยากาศตามท้องเรื่องหรือพร่ำเพ้อโศกาผมก็จะอ่านแบบ skim&scan ไปเรื่อยๆ

ผลของการอ่านวรรณกรรมแบบ fastfood ก็คือได้รู้เรื่องครับ แต่ขาดความอิ่มเอมในใจไปโข (อันนี้มารู้ก็ตอนอ่านรอบที่สองนี่แหละ) เหมือนกินอาหารแบบรีบกิน-รีบกลืนนั่นแหละครับ

มีคนเคยบอกว่าความสุขในการเดินทางไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทาง แต่อยู่ที่ระหว่างทางต่างหาก

ผมก็อยากจะบอกว่า ความสุขในการอ่านวรรณกรรมไม่ได้อยู่ที่การได้รู้เรื่องว่ามันจะจบอย่างไร? พระเอกจะได้ครอบครองหัวใจของนางเอกหรือไม่? ผู้ร้ายตายยังไง?

แต่มันอยู่ที่ได้ละเลียดไปกับอารมณ์ละเมียดที่แสนจะละไม ดื่มด่ำความสุขและความทุกข์ไปพร้อมๆ กับตัวละคร และปล่อยให้อักษรพาเราไปพบกับปลายของปมที่นักประพันธ์ได้ผูกไว้

ผมใช้ชีวิตที่รีบเร่งและลุกลนมานาน

ตอนนี้ผมกำลังหัดเดินให้ช้าลง..

และมีความสุขกับสิ่งรอบข้างให้มากขึ้น

Saturday, September 29, 2007

 

Natsima's Nostalgia

สงกรานต์ปี 2548 ผมนึกครึ้มอกครึ้มใจอะไรบางอย่าง เลยจัดแจงลงทะเบียนเปิด Yahoo! Groups สำหรับเพื่อนนักเรียนมัธยมรุ่นเดียวกัน อาศัยว่าเป็นประธานนักเรียนมาก่อนเลยพอจะมีความชอบธรรมเพียงพอที่จะสถาปนาตัวเองเป็น Moderator

ผ่านไปสองปีกว่าๆ เพื่อนผมก็เริ่มเข้ามาร่วมวงเสวนาฮาเฮกันทั้งสายวิทย์สายศิลป์นับได้ 84 คน

ยังดีที่ "หลวงเพื่อน" ซึ่งอยู่เพศบรรพชิตไม่มาฮาเฮด้วย

ไม่งั้นนอกจากสายวิทย์ สายศิลป์ แล้วเราอาจจะมีสายสิญจ์มาด้วย!
-------------------------------------------------------------

ด้วยความเป็น Moderator นี่เอง ทำให้ผมต้องรับบทบาทในการประกาศข่าวคราวเพื่อนฝูง ใครจะบวชหรือจะเบียด ก็ฝากข้าพเจ้านี่แหละป่าวประกาศให้

เดือนพฤศจิกายนนี้ พอดีว่ามีเพื่อนที่รู้จักกับผมมาตั้งแต่ชั้นประถมจะแต่งงาน 2 คู่ ผมเลยบรรจงเขียน Newsletter รำลึกความหลังและเชิญชวนเพื่อนๆ ไปร่วมงานพิธีมงคลสมรสดังกล่าว

..ปรากฏว่า Feedback ดีแฮะ! เพื่อนๆ หลายคนบอกว่าเขียน "ได้ใจ" ดีจริงๆ

ว่าแล้วก็เอามาแปะไว้ที่นี่ให้ชาวบ้าน (จริงๆ คือชาวโลก) ได้อ่านละกันครับ
----------------------------------------------------------

เท่าที่ทราบ..เพื่อนเราจะแต่งงานกัน 2 คู่ในเดือนพฤศจิกายนนี้ครับคู่แรกคือหนิง สาครินทร์ 603 กับขวัญชัย 601 เห็นประกาศไว้ใน MSN ว่าสละโสดวันที่ 22 พ.ย. 50 แต่งานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสคือวันที่ 25 พ.ย. 50 ที่โรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง เชียงใหม่

จำขวัญชัยได้ไหมครับ?...ผมสรุปอดีตให้ฟังคร่าวๆ ละกัน

ดช.ขวัญชัย จบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง จากนั้นจึงเดินทางมาศึกษาชั้นมัธยมปลายต่อที่โรงเรียนบุญวาทย์อย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก พูดง่ายๆ คือปีนั้นอัสสัมชัญเค้ายกเลิก ม.ปลายไปเฉยๆ (รู้สึกว่าอีกปีนึงก็กลับมาเปิดเหมือนเดิม..) เด็กอัสสัมชัญรุ่น "(โดน)ลอยแพกิ่วลม" ยุคนั้นก็จะมี เจ๊ดา 602หลวงพี่ตูน 605 นายช่างปัตย์ 604 ฯลฯ

ขวัญชัยเริ่มสร้างความโดดเด่นให้กับตัวเองในปี 2535 ที่ตนเข้ามาเรียนด้วยการเปิดเครื่องแฟกซ์ที่บ้านทิ้งไว้เพื่อรับข่าวสารในยุคพฤษภาทมิฬ (ถ้าจำได้ในยุคนั้นสื่อถูกปิดกั้นมาก) จากนั้นจึงนำมาถ่ายเอกสารและแอบเอามาแปะในโรงเรียน โดยมีข้าพเจ้าเป็นผู้ร่วมขบวนการ

แผนการนี้ดูจะไม่ประสบความสำเร็จนัก เพราะอธิบายมาถีงตรงนี้เพื่อนๆ คงนึกในใจว่า "กรูไม่เห็นจะรู้เลย"

ขวัญชัยจึงเริ่มแผนการสร้างความโดดเด่นให้ตัวเองต่อไปโดยทำการจอดรถปิคอัพคันเก่งไว้ที่บ้านแล้วถอย "จักรยาน" ใหม่เอี่ยมคันนึงสำหรับปั่นมาโรงเรียน โดยHe ภูมิใจนำเสนอกับผมและผองเพื่อนเหลือเกินว่าวัสดุที่มาประกอบเป็นจักรยานนั้นทำมาจากไทเทเนียมอัลลอยผสมซาสวรก่ไน่ว์สกราไนส์ อะไรซักอย่างที่เกินสติปัญญาของเด็กไทยวัยเกรียนอย่างผมในยามนั้นเป็นอย่างยิ่ง แต่เอาเหอะ...เพื่อเพื่อน ผมเลยพยักหน้าทำเป็นเข้าใจแบบสุดๆ

วันรุ่งขึ้นขวัญชัยเลยหอบแค็ตตาล็อกจักรยานมาคุยกับผมต่ออีก!

อย่างไรก็ตามแผนการนี้ดูจะประสบผลสำเร็จพอสมควร ซึ่งขวัญชัยคงจะคิดว่าเป็นเพราะจักรยานที่ผลิตจากวัสดุไฮโซคันนั้น แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเพราะความแปลกของเจ้าของจักรยานมากกว่าลองคิดภาพเด็กผู้ชายหัวเกรียนตัวดำๆ คนนึงจูงจักรยานเข้ามาในโรงเรียนด้วยสภาพเหงื่อโทรมกายตอนใกล้ๆ 8 โมงเช้าดูสิครับโดดเด่นสมใจเขาล่ะ..และคงจะเป็นด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ขวัญชัยฝักใฝ่หลงไหลไปกับจักรยานอย่างยวดยิ่งจนสามารถบากบั่นฝึกฝนและประสบความสำเร็จในการแข่งขันจักรยานระดับชาติได้ในที่สุด

ปัจจุบันขวัญชัยจบการศึกษาระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และเปิดร้านขายจักรยานที่มีชื่อเสียงระดับประเทศอยู่ที่เชียงใหม่ครับส่วนฝั่งเจ้าสาว หนิง สาครินทร์ 603 นั้นคงต้องรบกวนเพื่อนๆ 603 มาเล่าให้เราฟังแล้วละครับ

อีกคู่นึงคือ "นุ่ย" นิติรัฐ สาลี 602 ครับ แต่งวันที่ 18 พ.ย.นี้ที่เชียงใหม่เหมือนกันถ้าใครจำนุ่ยไม่ได้..ผมจะเล่าประวัติคร่าวๆให้ฟังเด็กชายนิติรัฐ จบการศึกษาระดับประถมจากโรงเรียนอัสสัมชัญ (ป.6/1) แล้วมาศึกษาในโรงเรียนบุญวาทย์เมื่อปี 2532 โดยจบการศึกษาม.ต้นจากห้องม. 3/9

นุ่ยเป็นเด็กแถวหน้า....ผมเป็นเด็กหลังห้อง
นุ่ยเรียนเก่งโดยเฉพาะวิชาสังคม....ส่วนผมสอบสังคมได้ 9/30
นุ่ยลายมือสวย....ผมลายมือห่วย

พอย่างเข้าม.ปลาย นุ่ยก็ได้รับการคัดสรรให้ไปอยู่ในห้องม. 6/2อย่างไรก็ตามเราก็เจอกันบ้างประปรายตามสถานที่เรียนพิเศษต่างๆบางครั้งที่ว่างจากการเรียนพิเศษ เราก็มักจะไปนั่งพักที่บ้านนุ่ย

ในช่วงม.ปลายมีอยู่สองเรื่องเกี่ยวกับนุ่ยที่ผมจำได้แม่นยำ

เรื่องแรก - แมวที่บ้านนุ่ยตัวใหญ่มาก ตอนแรกที่เห็นผมนึกว่าใครเอามะละกอสีประหลาดมาวางไว้บนเก้าอี้

เรื่องที่สอง - นุ่ยมีความสามารถในการเคลียร์ H-Game ได้เร็วมาก ผมเคย copyเกม Knight of Sentra ไปให้นุ่ย ปรากฏว่านุ่ยสามารถเคลียร์ได้ภายในสองวัน ในขณะที่ผมต้องใช้ความพยายามอยู่ร่วม 10 กว่าวัน!

หลังจากจบม.ปลาย ผมกับนุ่ยก็ต้องมาเจอกันอีกที่คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทีแรกเราเกือบจะได้เรียนเมเจอร์เดียวกันแล้ว แต่พอดีมีใครบางคนชวนผมไปเรียนเครื่องกล ส่วนนุ่ยก็เลือกวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ตามที่ตั้งใจไว้

4 ปีผ่านไป..นุ่ยจบแล้ว ผมยังไม่จบจากนั้น

เท่าที่รู้ นุ่ยเองก็ไปทำงานเป็น Great Teacher Nitirat อยู่ที่มงฟอร์ตพักนึง ก่อนจะขยับขยายมาทำงานที่ True

18 / 22 / 25 พฤศจิกายนนี้ ใครอยู่แถบลำปาง-เชียงใหม่ ถ้าสามารถไปร่วมงานได้ก็ขอเชิญครับ ส่วนใครที่ไม่สะดวก ก็รบกวนแสดงความยินดีได้ผ่านกระทู้นี้ครับหรือ ต้องการสอบถามรายละเอียดก็ถามผ่านที่นี่ได้เช่นกัน

Saturday, August 18, 2007

 

What's new in OHSAS18001:2007?

OHSAS 18001:2007 Occupational health and safety management systems. Requirements specifies requirement for an occupational health and safety (OH&S) management system, to enable an organization to control its OH&S risks and improve its performance.
It does not state specific OH&S performance criteria, nor does it give detailed specifications for the design of a management system.

OHSAS 18001:2007 supersedes OHSAS 18001:1999, but remains current until 2009.
There have been a number of significant changes to the document since the first edition was published in 1999.

The changes reflect the widespread use and experience of the standard in more than 80 countries, and by approximately 16,000 certified organizations
Principal amongst the changes are much greater emphasis on "health" rather than just "safety", and significantly improved alignment to ISO 14001:2004 (to enable organizations to develop "integrated management systems").

Summary of key changes between OHSAS 18001:2007 and OHSAS 18001:1999
The importance of "health" has now been given greater emphasis.

OHSAS 18001 now refers to itself as a standard, not a specification, or document, as in the earlier edition. This reflects the increasing adoption of OHSAS 18001 as the basis for national standards on occupational health and safety management systems.

The "Plan-Do-Check-Act" model diagram is only given in the Introduction, in its entirety, and not also as sectional diagrams at the start of each major clause.

Reference publications in Clause 2 have been limited to purely international documents.
New definitions have been added, and existing definitions revised.

Significant improvement in alignment with ISO 14001:2004 throughout the standard; and improved compatibility with ISO 9001:2000.

A new requirement has been introduced for the consideration of the hierarchy of controls as part of OH&S planning

Management of change is now more explicitly addressed

A new clause on the "Evaluation of compliance" has been introduced, as per ISO 14001:2004

New requirements have been introduced for participation and consultation

New requirements have been introduced for the investigation of incidents

Other important informationFor those organizations that have already achieved certification to OHSAS 18001:1999, or are in the final stages of achieving it, a two year "transition" period has been agreed, in order to allow them to make the change to using the new standard. The transition period will end on 1 July 2009. We do not believe that this will be a difficult process for such organizations.

For those organizations that are just starting down the path towards seeking certification to BS OHSAS 18001, and are looking for guidance to assist them, them we would recommend using the sister standard OHSAS 18002:2000 Occupational health and safety management systems - Guidelines for the implementation of OHSAS 18001. While this standard is aligned on a clause by clause basis against OHSAS 18001:1999, it does still contain valuable advice on what you need to do to achieve compliance. The OHSAS Project Group is about to start work to revise this standard, with a target of the end of the 3rd quarter of 2008 for publication of a revised edition.

Friday, July 20, 2007

 

36-10-9

36-10-9

เลขที่แสดงข้างบนนั้น ไม่ใช่ส่วนสัดของผู้ใด
แต่..ถึงจะใช่ก็คงเป็นมนุษย์ต่างดาวหน้าอกใหญ่เอวกิ่วสะโพกแฟบ!

36-10-9 เป็นเลขแสดง Academics Hours โดยเฉลี่ยของ Professor ด้าน Sciences&Engineering ในอเมริกาครับ

ในหนังสือ Survival Guide for Engineering Students ของ McGraw-Hills (ซึ่งจริงๆ น่าจะได้รับการแปลเป็นไทยอย่างยิ่ง)ได้ระบุไว้ว่าโดยทั่วไปแล้ว Professor จะมีเวลาในการทำงานแบ่งเป็นสามส่วน คือ งานสอนและเตรียมการสอน, งานวิจัย และ งานบริหาร

อ่านมาถึงตรงนี้ นัทสิมาก็จัดการปากกาเมจิกสีสวยมาเขียนลงบนกระดาษ Post-it note ไว้ว่า

36 Hrs for Students
10 Hrs for Research
9 Hrs for University

จากนั้นก็นำไปแปะไว้ที่ partition ข้างโต๊ะทำงาน

แปะแล้วก็พยายามดูว่าเราทำได้ตามนี้รึเปล่า?

ดูไปดูมาประมาณสองอาทิตย์ ก็พบว่าทำไม่ได้อย่างที่เขียนไว้

เป็นเพราะลืมคำนวณว่า อาจารย์นัทสิมาทำงานวันละ 8 ชั่วโมง สัปดาห์หนึ่งทำงาน 5 วัน
รวมเวลาทำงาน 8*5 = 40 Hrs

แต่ 36+10+9 = 55 Hrs

Oh..dear!

งั้น...วันเสาร์หอบ assignment นักศึกษากลับไปตรวจที่บ้านด้วยก็ได้เอ้า!
คำนวณใหม่ 40+8 = 48 Hrs

อ๊ะ..ยังไม่พอ ขาดอีกตั้ง 7 Hrs

Oh..dear!

นั่นคือ...ต้องทำงานวันอาทิตย์ด้วยเหรอ?
หรือว่าต้องทำงานให้มากกว่าวันละ 8 Hrs?

ช่วยคิดหน่อย...

Saturday, June 23, 2007

 

ใครว่าเป็นอาจารย์แล้วมีเวลามากขึ้น?

ไม่ต้องยกมือครับนักศึกษา..
ประโยคข้างต้นเป็นเพียงประโยคบอกเล่า กล่าวคือไม่ใช่ประโยคคำถามและไม่ได้คิดจะทำโพล

ส่วนมากคนที่พูดประโยคประเภทนี้ออกมานั่นแหละคือคนที่ "ว่า"
ใครว่าอยู่เมืองนอกสบาย? - - แสดงว่าแกนั่นแหละที่เคยคิดก่อนไปอยู่เมืองนอก
ใครว่าเป็นอาจารย์แล้วมีเวลามากขึ้น? - - -ก็ชั้นนี่แหละที่เคยคิดเยี่ยงนั้น

อย่างไรก็ตามคนที่คิดว่า "เป็นอาจารย์แล้วน่าจะมีเวลาว่างมากขึ้น" มิใช่มีเพียงแต่นัทสิมาดอก
หากแต่ Prof. Henry Spearman แห่งสำนักเศรษฐศาสตร์ฮาร์วาร์ด ในเรื่อง Murder at the Margin ก็คิดเช่นนั้น

แม้ว่านัทสิมาจะได้รับความกรุณาให้สอนเพียง 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่เวลาที่เหลืออีก 20 ชั่วโมงก็จะหมดไปกับ
- เตรียมการสอน 3 วิชา โดยต้องทำ Slide และส่งให้ห้องจัดพิมพ์ (ซึ่งงานชุกเหลือเกิน)
- เขียนตำรา
- ตรวจการบ้านที่ให้ไว้เยอะมาก
- คุยกับนักศึกษาเรื่อง Term Paper ที่มอบหมายให้ไปทำ
- ประชุมปรับปรุงหลักสูตร
- ทำวิจัย ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ได้คืบหน้าใดๆ เลย

กลับมาบ้านแล้วนัทสิมายังต้อง Up Blog ของวิชาที่สอนอีก 3 Blogs ...โอ๊ทส์!

เขียนไปเขียนมากลายเป็นเรื่อง "บ่น" ไปซะอย่างนั้น
แต่ถึงจะบ่น นัทสิมาก็บ่นด้วย "ความสุขใจ"
งานอาจารย์เป็นงานที่หนัก แต่ก็หนักด้วย pressure ที่มีต่อตนเองและสังคม
ไม่ได้หนักด้วย pressure ที่ต้องการแสวงหาผลกำไรสูงสุด

ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าเพดานของ "กำไรสูงสุด" นั้นอยู่ที่ไหน?

Thursday, May 31, 2007

 

Update ชีวิตอันสนุกสนานของนัทสิมาไตรมาสที่สอง

เอาเหอะ..
คดียุบพรรคเพิ่งผ่านพ้นไปหมาดๆ นัทสิมาเองก็ยังช็อคกับ"คำพิพากษา" ของตุลาการท่านอยู่ไม่หาย

อย่างไรก็ตามประเทศชาติยังคงต้องดำเนินต่อไป ระหว่างนี้นัทสิมาขอสรุปข้อวิจารณ์ต่อสภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมืองของตนไว้พอสังเขป เพื่อเก็บไว้ศึกษาภายหลัง

1) สภาพสังคมจากนี้ไปยังคงจะ "กรุ่น" ด้วย "ความไม่เข้าใจ" ของคนไทยในระดับต่างๆ

2) เศรษฐกิจจะยังอึมครึมต่อไปจนสามารถมองเห็นวันที่ประเทศจะกลับสู่สภาวะปกติได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับ "ค่อยเป็นค่อยไป" เนื่องจาก Perception ของผู้บริโภคภายในประเทศยังคงมองว่าไม่ปลอดภัย แต่การลงทุนจากภายนอกและการใช้จ่ายของรัฐจะช่วยทำให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้นได้บ้าง

3) เป็นที่น่าเสียดายว่า "ผู้เล่น" ในสนามการเมืองถูกลดจำนวนลงด้วยมาตรการทำหมันทักษิโนมิกส์ของสถาบันตุลาการ สิ่งที่น่าจับตามองก็คือประชาธิปัตย์จะทำตัวเป็น "ทางเลือก" ของประชาชนได้มากน้อยเพียงใด? และ "พรรคทางเลือกที่สาม" จะมาจากชนกลุ่มใดในสังคม?

พูดตามตรงนัทสิมาแอบลุ้นดร.อเนก เหล่าธรรมทัศน์ให้รีเทิร์นสู่สนามการเมืองอีกครั้ง
โดยมีข้อแม้ว่า "สวัสดิการนิยม" ของอาจารย์จะปรับเปลี่ยนไปเป็นแนวทางอื่นที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกมากขึ้น (ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยี และนิเวศ)

-----------------------------------------------------------------------
Update ชีวิตตัวเองนิดนึง ตอนนี้นัทสิมาย้ายมาเป็น "ครูบ้านนอก" ได้สองสัปดาห์แล้ว มีความสุขดีกับการ slow down ชีวิตประจำวัน (ตื่นเช้าขึ้น แต่ลดความเร็วในการทำกิจกรรมต่างๆ ลง)

Wednesday, January 31, 2007

 

To Do List 2007

อาจจะดูแปลก ๆที่นัทสิมาจะมาเขียน To Do List ของปี 2007 เอาในวันที่ผ่านพ้นต้นปีมาเดือนนึงเต็ม

เอาเหอะ..มาช้ายังดีกว่าไม่มา

1. ในขณะที่บรรดา Blogger เพื่อนบ้านของนัทสิมาอย่าง Mr.Gelgloog หรือ Epsie ต่างพากันลาพักร้อนเพื่อไปประกอบกิจส่วนตัวอันสำคัญยิ่ง นัทสิมากลับทำในสิ่งตรงข้าม กล่าวคือ แอบไปเปิด blog ไว้อีก 2 blogs ที่ wordpress ตั้งใจว่าอันนึงสำหรับเขียนเรื่องเชิงท่องเที่ยวเดินทาง (ที่นานๆ จะได้ไปไหนสักที) ส่วนอีกอันเป็น blog ของวิชาด้านคุณภาพที่สอนในเทอมนี้

ปัจจุบัน blog หลังดูจะได้รับการดูแลมากกว่า อันเนื่องจากมีนักเรียนเข้ามาเยี่ยมชมเป็นระยะ

ถ้าไม่รู้จัก up blog ล่ะก็....โดนล้อในคาบเรียนแย่เลย

2. กล่าวโดยสรุป Blogspot (http://natsima.blogspot.com) ก็จะแปรสภาพจากที่เคยตั้งใจไว้ว่าจะเขียนเรื่องวิชาการแบบที่ไม่หนักเกินไปนัก กลายเป็น blog ประเภทรวมมิตร, ตามใจฉัน, เรื่อยเปื่อย ฯลฯ

3. ส่วนเรื่องเชิงวิชาการอาจจะมี post ที่นี่บ้าง (ไม่ว่าเขียนอะไรจะเอามาลงที่นี่เสมอ) เรื่องท่องเที่ยวก็ไปที่ wordpress อ้อ..ตั้งใจว่าจะเปิด blog ธรรมะรวมข้อเขียนสมัยอยู่ในเพศบรรพชิตเอาไว้ด้วย

4. ความถี่ในการ up blog จากเดิมในปีที่แล้วเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละครั้ง จะเปลี่ยนเป็นสัปดาห์ละครั้งให้ได้ (สู้ๆ)

5. ปีนี้ตั้งใจว่าจะทำงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในประเทศ (เป็นอย่างต่ำ) อย่างน้อย 3 เรื่อง ปัจจุบันเริ่ม kick off ไปแล้ว 1 เรื่อง ส่วนอีก 2 เรื่องกำลังคิดๆ หัวข้ออยู่

6. ปีที่ผ่านมาซื้อหนังสือ (textbook) มาหลากหลายสาขาวิชา ตั้งใจว่าน่าจะค่อยๆ ย่อยไปได้อย่างน้อย 50%

7. ถ้าไม่มีอะไรผิดไปจากแผนที่วางไว้ ปีนี้น่าจะเปิดบริษัท (เล็กๆ) ของตัวเองได้

8. ถ้าไม่มีอะไรผิดแผน น่าจะมีเวลาว่างมากขึ้น และอาจจะทำหนังสือวิชาการสัก 1 เล่ม

9. อยากลดน้ำหนัก น่าจะลดได้ (ถ้าพยายาม)

เอาล่ะ...ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีละกัน

เพี้ยง!

Monday, January 15, 2007

 

Blog-Tag :ทีของ natsima

และแล้วก็ถึงคราวนัทสิมาโดน tag ซะงั้น (thanks epsie!)
โดยมากเพื่อนพ้อง blogger ที่นัทสิมาเยี่ยมเยือนเป็นประจำมักจะใช้นิยามของคุณ bac't

แต่สำหรับนัทสิมาแล้วไซร้..
จะใช้เหมือนชาวบ้านก็ใช่ที่ ว่าแล้วจึงขอยืมนิยามของ blog tag มาจากคุณ iannnnn blogger แปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักผ่าน google ด้วยการ search คำว่า blog tag แต่คาดว่าจะ "หนิดหนม" กันไปได้อีกระยะ

ก็ลองดูนิยาม blog tag ของท่านสิ

"...blog tag เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมสดใหม่หอมกรุ่นจากเตา ที่ระบาดข้ามประเทศอินเทอร์เน็ตมาถึงไทยโดยอยู่ดีๆ ก็มีคนมาเล่าเรื่องของตัวเอง ๕ ประการ แล้วแตะมือส่งต่อกันไปเรื่อยๆ อีก ๕ รายอันนี้ไม่รู้ล่ะว่าคุณจะเขียนบล็อกเรื่องอะไรมาก่อน แต่ถ้าโดน tag ปั๊บก็ต้องมาเล่าเรื่องตัวเองซะงั้น ดีเหมือนกัน บางคนทำตัวลึกลับนักหนาจะได้แง้มความงุงิของตัวเองออกมาบ้าง..."

ว่าแล้วก็ขอบคุณ blog-tag ที่ทำให้เรารู้จัก blogger ที่น่าสนใจเพิ่มขึ้น (คุณ paepae สรุปเรื่องปรากฏการณ์ blog tag เมืองไทยไว้ในประเด็นนี้ได้อย่างกระชับ สนใจโปรดคลิก)

อย่ากระนั้นเลย...มา "แง้มความงุงิ" ของนัทสิมา 5 ประการกันเหอะ!
---------------------------------------------
1. ชื่อ "นัทสิมา" ไม่ใช่ชื่อจริง อีกทั้งยังไม่ใช่ชื่อเล่นจริงๆ อีกต่างหาก ชื่อนี้เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยทำกิจกรรมชมรมปีหนึ่ง คราวนั้นรุ่นพี่ชมรมท่านนึงนึกอะไรขึ้นมาได้ไม่ทราบเลยเรียกชื่อน้องๆสลับชายเป็นหญิงและหญิงเป็นชายให้วุ่นวายไปเป็นที่ขบขัน อาทิเช่น นายเรวัตรกลายเป็น "เรวดี" หรือ นางสาวสุภาพรก็กลายเป็น "สุภาพ" แม้แต่นายอมรินทร์ก็ถูกเรียกเป็น "น้องอมรา"

2. นัทสิมาเคยทำหนังสือแบบที่สมัยนี้เค้าเรียกว่า "หนังสือทำมือ" มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2530 สมัยที่ยังเป็นเด็กประถมผมเกรียน เนื้อหาประกอบด้วยข่าวล้อเลียนสไตล์ "ผู้จัดกวน" ในสมัยปัจจุบัน และคอลัมน์ประจำอีกสองถึงสามคอลัมน์ จำได้ว่านัทสิมาเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะตอมส่วนเพื่อนผู้ร่วมก่อการเขียนเรื่องดาวอังคารและเทพนิยายกรีก-เอเธนส์

เอ่อ..สาบานได้ว่านั่นคือ"หนังสือทำมือ" ของเด็กประถมจริงๆ!

3. จากข้อสองอาจดูเหมือนนัทสิมาเป็น nerd อัจฉริยะ แต่..ขอโทษ นัทสิมาไม่เคยสอบได้ที่ 1 แม้แต่ครั้งเดียว!
สอบเอ็นทรานซ์ก็ไม่ติดอันดับหนึ่งที่เลือกไว้
ประกวดร้องเพลงสมัยมัธยมปลายก็ได้แค่รางวัลชมเชย
แต่งกาพย์ยานี 11 ประกวดตอนเรียนปี 4 ก็ได้ที่สาม
ประกวด business plan ตอนปริญญาโทก็ได้แค่ best presentation
แข่งขันจัดการ portfolio ในตลาดตราสารหนี้ก็ได้แค่ที่ 14
สอบชิงทุนอะไรก็ไม่เคยได้สักที
ขอทุนอะไรเค้าก็ไม่ให้

พูดแล้วน่าน้อยใจในชะตาชีวิต

4. The Alchemist ที่ประพันธ์โดย Paolo Coelho เป็นหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของนัทสิมาอย่างมากมาย เริ่มตั้งแต่การตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่ทำมากว่า 5 ปีไป "ทำงานตามอุดมการณ์" อยู่ 10 เดือนก่อนจะอุปสมบทและสึกออกมาทำอาชีพปัจจุบันได้ระยะหนึ่ง ซึ่งก็ใกล้ถึงเวลาออกเดินทางตามหาความฝันอีกครั้งในเร็ววันนี้

5. นัทสิมา "พยายาม" ทำตัวเป็น "คนดีในอุดมคติ" อยู่อย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่จำความได้ นัทสิมาเลิก "ฆ่าสัตว์โดยมีเจตนา" อาทิเช่น ตบยุง หรือบี้มด มาตั้งแต่สมัยประถม (ใช้วิธีพัด,ปัด หรือเป่าออกห่างตัวเสมอ) สมัยเรียน Intensive English ที่ AUA อาจารย์ขนานนามให้ว่า "Good Boy" ด้วยความที่ไม่เคยขาดเรียนและทำงานตาม assignment อย่างเคร่งครัด (และเคร่งเครียด) ยิ่งกว่าทำ Thesis เสียอีก อย่างไรก็ตามตอนเรียนประถมนัทสิมาไม่เคยทำการบ้านส่งครูแม้แต่ครั้งเดียว จนเมื่อสอบเข้าเรียนต่อมัธยมได้ คุณครูจึงเรียกไปแจ้งให้ทราบว่าตลอดเวลาครูรู้ว่านัทสิมาไม่เคยส่งการบ้านเลย แต่ครูก็ไม่ว่าเพราะนัทสิมาสามารถเอาตัวรอดในวิชาเรียนได้ แต่ครูขอบอกว่าต่อไปเรียนมัธยมแล้วจะทำเยี่ยงนี้อีกไม่ได้

ซึ่งนั่นไม่ได้ทำให้นัทสิมากลับใจมาเป็นคนขยันขันแข็งขึ้นได้!
เพราะตั้งแต่เล็กจนโตสอบเข้ามหาวิทยาลัย นัทสิมาใช้วิธี "ทำเท่าที่ต้องทำ" เสมอ
กล่าวคือถ้าสอบเก็บคะแนน 40 คะแนน นัทสิมาจะทำเต็มที่เพียง 20 คะแนน ที่เหลือจะทำแบบ "เล่น ๆ" ซึ่งถ้าทำเล่นๆ แล้วเกิดถูกขึ้นมาก็จะได้เกรดดีหน่อย

จุดเปลี่ยนอยู่ที่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เนื่องจากเค้าตัดเกรดกันที่ "Mean" ไม่ได้ตัดตามเกณฑ์คะแนน
ดังนั้นคะแนนเก็บ 40 นัทสิมาทำพอผ่านได้ 25 คะแนน เมื่อเทียบกับเพื่อนฝูงซึ่งได้ 30 ขึ้นไปจึงทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า "ตก mean"

...และนำไปสู่ "F" ทั้งห้าตัวใน transcript อันน่าอดสูยิ่งนัก

---------------------------------------
เนื่องจากธรรมดาไม่ได้รู้จัก blogger รายใดเป็นพิเศษนอกจากป้าepsie ที่ tag มา กับอีกสองสามท่านซึ่งน่าจะโดน tag ไปเรียบร้อยแล้ว

เอาเป็นว่าขอ tag ต่อไปให้กับ คุณ lekparinya, คุณฉุยโอซาก้า, คุณ Konba, คุณ A-mi-Jeab และคุณ Surasee

ปล. สองท่านหลังอาจต้องเปลี่ยนเนื่องจาก blog ทั่นมีไว้แปะรูปอย่างเดียว

Tuesday, November 14, 2006

 

12 สัญญาณอันตรายในกระบวนการที่อาจนำไปสู่ความผิดพลาด

คำว่า “Red-flag” หรือ “สัญญาณอันตราย” มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการอุตุนิยมวิทยา โดยมักพบในรายงานขององค์การอุตุนิยมวิทยาทางทะเลแห่งชาติ (National Oceanic & Atmospheric Administration; NOAA) ที่ใช้เตือนภัยในกรณีที่เกิดความกดอากาศต่ำและสภาพความชื้นในอากาศอันอาจก่อให้เกิดการลุกลามของไฟหากเกิดเพลิงไหม้ขึ้น

Red-Flag Condition ในภาคอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการผลิตหรือการบริการก็ตาม ต่างก็จะมีลักษณะเสี่ยงภัยซึ่งหากปล่อยทิ้งเอาไว้อาจสร้างความผิดพลาดที่ลุกลามไปสู่ความสูญเสียได้ในที่สุด

1. การขาดมาตรฐานในการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิผล (Lack of an effective standard): มาตรฐานการปฏิบัติงาน (Standard operating procedure, SOP) หรือคู่มือการทำงาน (Work Instruction, WI) เป็นสิ่งที่อธิบายถึงวิธีการทำงานที่ถูกต้องและมีประสิทธิผล พนักงานในองค์กรที่ขาดมาตรฐานเหล่านี้จะไม่สามารถทราบได้ว่าคุณภาพในการผลิตหรือการบริการของตนนั้นคืออะไร? นอกจากนี้หากมาตรฐานการปฏิบัติงานมีความซับซ้อนและยากเกินกว่าที่เข้าใจได้ก็จะมีผลต่อความผันแปรของกระบวนการซึ่งนำไปสู่ความผิดพลาดได้

2. ความสมมาตร (Symmetry) : เมื่อด้านตรงข้ามของชิ้นส่วน, เครื่องมือ, วัตถุดิบหรืออุปกรณ์ช่วยในการทำงานมีลักษณะที่เหมือนกัน อาจทำให้เกิดความสับสนในการใช้งานขึ้นได้

3. ความไม่สมมาตร (Asymmetry) : เมื่อด้านตรงข้ามของชิ้นส่วน,เครื่องมือ, วัตถุดิบหรืออุปกรณ์มีความต่างกันทั้งในแง่ของขนาด, รูปทรง หรือ ตำแหน่ง ซึ่งความแตกต่างเพียงน้อยนิดนี้อาจสร้างความยากลำบากในการระบุว่าต้องการใช้ด้านใด นำไปสู่ความสับสนและกลายเป็นความผิดพลาดในที่สุด

4.การทำซ้ำอย่างรวดเร็ว (Rapid repetition) : เกิดขึ้นเมื่อมีการทำกิจกรรมเดิมๆ อย่างรวดเร็ว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าการกระทำหรือกิจกรรมที่ทำซ้ำนั้นจะเกิดขึ้นจากเครื่องจักรหรือจากคนก็ตาม ต่างก็เพิ่มโอกาสในการเกิดความผิดพลาดขึ้นทั้งนั้น

5. การทำงานในปริมาณมาก (Extremely high volume) : อาจกล่าวได้ว่าเป็นเหตุที่ทำให้เกิดการทำซ้ำอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การที่ต้องทำงานในปริมาณที่มากยังเป็นการกดดันพนักงาน ทำให้การทำงานตามมาตรฐานการปฏิบัติงานเป็นได้อย่างยากลำบาก นำไปสู่ความผิดพลาดได้ง่าย

6. สภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่ดี (Poor environmental conditions) : แสงไฟสลัว, การระบายอากาศที่ไม่ดี, ความสกปรกรกรุงรัง หรือความจอแจในพื้นที่ทำงานล้วนแล้วแต่นำไปสู่ความผิดพลาดได้ การปรากฏของวัตถุหรือสิ่งแปลกปลอม (เช่น ฝุ่นหรือคราบน้ำมัน), การจัดเก็บและการเคลื่อนย้ายที่มากเกินไปก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการที่ชิ้นงานหรือวัสดุจะเกิดความเสียหายขึ้นได้

7. การปรับแต่ง (Adjustments) : รวมไปถึงการปรับชิ้นส่วน, เครื่องมือ หรืออุปกรณ์จับยึดให้อยู่ตำแหน่งที่ถูกต้อง

8. เครื่องมือและการเปลี่ยนเครื่องมือ (Tooling and tooling changes) : เกิดขึ้นเมื่อชิ้นส่วนที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเชิงกลจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านการสึกหรอหรือความผิดปกติที่มีผลต่อผลิตภัณฑ์ก็ตาม

9. ขนาด, สเปค และจุดที่มีความสำคัญ (Dimensions, specifications, and critical conditions) : Dimension จะหมายถึงค่าที่ได้จากการวัดเพื่อแสดงหรือเพื่อหาตำแหน่งหรือขนาดของชิ้นส่วนหรือผลิตภัณฑ์ซึ่งอาจรวมถึง ความสูง ความกว้าง ความยาว และความลึก ส่วนสเปคและจุดที่มีความสำคัญอาจรวมถึงอุณหภูมิ ความดัน ความเร็ว ความตึง จำนวน และปริมาตร ซึ่งการที่กระบวนการมีความผันแปรในขนาด สเปค และจุดที่มีความสำคัญนี้จะนำไปสู่ภาวะล้มเหลวของกระบวนการและผลิตภัณฑ์ได้

10. การมีชิ้นส่วนที่มากเกินไป หรือชิ้นส่วนปะปนกัน (Many or mixed parts) : ในบางกระบวนการเราอาจพบว่ามีชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องอยู่หลายชิ้น โดยแต่ละชิ้นอาจมีจำนวนที่ต่างกันและบางครั้งอาจปนกันอยู่ซึ่งจำเป็นต้องมีการ “เลือก” หรือ “แยก” ก่อนที่จะนำไปใช้ ความผิดพลาดจะมีโอกาสเกิดขึ้นมากหากมีจำนวนชิ้นส่วนที่ต่างกันหลายแบบ และแต่ละแบบดูคล้าย ๆ กัน

11. ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่หลายหลาย (Multiple steps) : หลายๆ กระบวนการจะประกอบไปด้วยการปฏิบัติงานย่อยๆ หลายขั้นตอน ซึ่งความผิดพลาดและความสูญเสียจะขึ้นหากผู้ปฏิบัติงานหลงลืมการทำงานในบางขั้นตอน, ทำงานสลับขั้นตอน หรือ ทำงานในบางขั้นตอนซ้ำๆ

12.การผลิตที่นานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้ง (Infrequent production) : ขั้นตอนการผลิตหรือการบริการที่ไม่ได้ทำเป็นประจำทำให้พนักงานหลงลืมขั้นตอนที่ถูกต้องและเหมาะสมตลอดจนอาจจะจำสเปคที่สำคัญบางอย่างไม่ได้ ความเสี่ยงต่อการผิดพลาดจะเพิ่มมากขึ้นหากงานที่ไม่ได้ทำประจำนั้นมีความซับซ้อนมาก

การค้นหาสภาพที่เรียกว่า Red-flag นั้นจำเป็นต้องกระทำโดยการลงไปสู่พื้นที่การปฏิบัติงานจริง การอาศัยเพียงสามัญสำนึกหรือความเชื่ออาจนำพาไปสู่ผลลัพธ์ที่แย่ยิ่งกว่า นอกจากนี้ยังควรคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อกันในแต่ละกระบวนการด้วย

Reference:
Richard L. MacInnes, “The Lean Enterprise Memory Jogger”, 2002, GOAL/QPC

Monday, November 13, 2006

 

ข่าวลือ




สัปดาห์ก่อน นัทสิมาได้รับ e-mail จากเจ้านาย ความตอนหนึ่งว่า




"..ผมได้ยินข่าวลือมาว่าคุณมีแผนที่จะลาออก.."




อืมม..นะ


เอาเป็นว่านัทสิมาจะลาออกหรือไม่นั้นคงไม่ใช่ประเด็น




ประเด็นคือ.. Management by rumors เนี่ยมันออกจะเกินไปหน่อย




----------------------------------------------------




อันที่จริงอานุภาพของ "ข่าวลือ" นั้นได้รับการรับรองผลมาแล้วจากหลายสถาบัน




ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น "ข่าวลือ" ถือเป็นอาวุธที่สมบูรณ์แบบในการทำลายขวัญและกำลังใจฝ่ายตรงข้าม รวมถึงสร้างขวัญและกำลังใจของฝ่ายตนเองด้วยในทางกลับกัน อาจเป็นเพราะข่าวลือนั้นหาต้นตอและที่มาที่ไปได้ยาก อีกทั้งยังแพร่ลามได้เร็วราวกับไฟลามทุ่ง




ว่ากันว่า ไม่มีใครในโลกที่จะไม่หยุดเงี่ยหูฟังในสิ่งที่ "เค้าว่ากันว่า..." เป็นข้อมูลจาก "คนวงใน"




รัฐบาลอังกฤษในขณะนั้นถึงกับต้องออกโปสเตอร์ออกมาเตือนประชาชนเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข่าวลือ





โปสเตอร์ของรัฐบาลสหราชอาณาจักรที่ออกมาเตือนประชาชน

(ภาพจาก http://www.psywar.org/sibs.php)


ทางฝั่งเยอรมันเองก็มีโปสเตอร์ที่ออกมาแสดง "อานุภาพ" ของข่าวลือด้วยเช่นกัน โดยในภาพแสดงถึงความรวดเร็วในการแพร่กระจายของข่าวลือในเวลาเพียงแค่ 90 นาที

German Volk are warned about the dangers of the "latrine rumour"

(Courtesy of Dr. Klaus Kirchner)

การใช้ข่าวลือในสงครามโลกครั้งที่สองเป็นไปอย่าง "จริงจัง" อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะทางฝั่งสหราชอาณาจักรถึงกับจัดตั้งหน่วยงานที่มีชื่อว่า "UPC" หรือ Underground Propaganda Committtee เพื่อสร้างข่าวลือโจมตีเยอรมันเต็มที่ โดยข่าวลือที่หน่วย UPC สร้างขึ้นจะถูกเรียกว่า "ซิบส์" (Sibs) ซึ่งมาจากภาษาละตินคำว่า sibilare


------------------------------------------------------

จากปี 1940 ถึง 2006 (ปัจจุบัน) "ข่าวลือ" ยังคงความเป็นอาวุธที่ทรงอานุภาพเช่นเดิม

เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ที่เกิดขึ้นในรูปแบบเดิมๆ คือมีการชุมนุมของเด็กและผู้หญิงเพื่อต่อต้าน (บางครั้งถึงขึ้นลงไม้ลงมือ) เจ้าหน้าที่รัฐ ล้วนมาจากยุทธการสร้างข่าวลืออย่างเป็นระบบ

คำถามคือ...เหตุใดผู้ชุมนุมเหล่านั้นจึง "เชื่อ" ในข่าวลือที่ได้รับ? (ไม่ได้เชื่อแต่เพียงอย่างเดียว..ยังมีการสนองตอบต่อข่าวลืออย่างมีประสิทธิผลอีกด้วย)

นัทสิมาเคยเชื่อว่า ระดับการศึกษาอาจมีผลต่อการรับรู้และการสนองตอบต่อข่าวลือ

แต่แล้วความเชื่อนั้นก็พังทลายลงจากการแพร่กระจายของข้อเขียนที่มีชื่อว่า "36 แผนที่ชีวิตพ่อ" (รายละเอียดโปรดศึกษาได้จาก blog ของคุณบุญชิต ฟักมี)

...ไม่ว่าจะเป็นใคร

...ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน

...ข่าวลือก็ยังคงมีอานุภาพเสมอ

--------------------------------------

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

1. ข่าวลือ อาจแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า rumor, gossip และ propaganda ซึ่งจริงๆ แล้วต่างกัน กล่าวคือ rumor นั้นอาจเป็นเรื่องเล็กๆ ได้จนถึงเรื่องใหญ่ๆ แต่ propaganda นั้นมักจะเป็นข่าวลือชนิดที่ถูกบรรจงสร้างขึ้นเพื่อหวังผลทางใดทางหนึ่ง ส่วน gossip นั้นถือเป็นช่องทางหนึ่งในการกระจายข่าวลือ

2. ปัจจุบันในสหรัฐอเมริกา (บางรัฐ) ได้มีการจัดตั้งศูนย์ควบคุมข่าวลือ (Rumors Control Center) ขึ้นเพื่อประโยชน์ในการควบคุมการแพร่กระจายของข่าวลือที่มีผลกระทบต่อประชากรในรัฐนั้นๆ เช่น ข่าวลือเรื่องการก่อการร้าย, ภัยธรรมชาติ,โรคระบาด โดยศูนย์ควบคุมข่าวลือในปัจจุบันมีทั้งแบบดั้งเดิมและแบบสมัยใหม่ที่มุ่งไปยังการแพร่กระจายของข่าวลือทางช่องทางการสื่อสารใหม่ๆ เช่น อินเตอร์เน็ต อีเมล์ หรือ Instant Message

-----------------------------------------------------

Reference :

1. www.wikipedia.org

2. http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=boonchit&date=24-10-2005&group=4&blog=1

3. http://www.psywar.org/sibs.php


Monday, October 23, 2006

 

นานาเหตุผลที่ "คน" ผิดพลาด

ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ ปัญหาด้านงานบุคคล ปัญหาในการจัดส่ง หรือปัญหาในการจัดการด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมก็ตาม ล้วนแล้วแต่มีเหตุและปัจจัยที่แตกต่างกัน โดยในองค์กรที่มีระบบการจัดการที่ดีมักจะมีระเบียบวิธีในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ (Systematic Problem Solving) ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคนิค Why-Why Analysis, 8D หรือ การวิเคราะห์สาเหตุและผลโดยใช้แผนผังก้างปลา (Cause and Effect or Fishbone Diagram)

สาเหตุ “ยอดนิยม” ของปัญหานานัปการที่กล่าวมาข้างต้น คงไม่พ้นสาเหตุที่เกิดจากคนหรือที่เรียกกันติดปากว่า “Human Error” นั่นเอง

แต่การระบุเพียงว่าสาเหตุของปัญหาเกิดจาก “คน” นั้นไม่ได้เป็นการระบุที่สาเหตุรากเหง้า (Root Cause) ของปัญหา จึงไม่อาจนำไปสู่การแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพได้ อีกทั้งยังไม่สามารถประกันได้ว่าปัญหาจะไม่ย้อนกลับมาเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต นอกจากนี้การเข้าใจว่าสาเหตุรากเหง้าคือ “ความผิดพลาดของคน” ยังนำไปสู่วงจร “Reject – Retrain – Recheck” อย่างไม่มีวันจบสิ้น

ทีมงานที่มีหน้าที่ในการแก้ปัญหาจึงจำเป็นต้องหาสาเหตุของปัญหาที่ลึกลงไปกว่าคำว่า “Human Error” ซึ่งมีด้วยกัน 7 สาเหตุหลักดังนี้

1. Lack of knowledge, skill, or ability เกิดจากพนักงานไม่ได้รับฝึกอบรมที่เพียงพอก่อนการทำงาน หรือบางครั้งอาจมีการอบรมแล้วแต่ขาดการประเมินระดับความรู้ของพนักงานอย่างเหมาะสม

2. Mental error แบ่งเป็นสองประเภทคือ “เผลอ” และ “พลาด” โดยอาการ “เผลอ”จะเกิดในภาวะที่พนักงานไม่รู้ตัวว่าได้ทำงานผิดไปจากที่ควรจะเป็น ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากพนักงานที่มีประสบการณ์ ส่วนอาการ “พลาด” จะเกิดในภาวะที่พนักงานตัดสินใจว่าจะปฏิบัติงานในลักษณะที่ไม่ถูกต้อง

3. Sensory overload ความสามารถในการรับรู้และตอบสนองต่อสิ่งเร้าของแต่ละบุคคลจะขึ้นอยู่กับประสาทสัมผัสทั้งห้า หากพนักงานได้รับการกระตุ้นประสาทสัมผัสใดๆ มากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า Sensory Overload ซึ่งจะทำให้การรับรู้ มีปัญหาและนำไปสู่ความผิดพลาดในการทำงาน

4. Mechanical process errors งานบางอย่างมีความยากลำบากในการปฏิบัติโดยตัวของมันเอง และมีความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดได้ง่าย ซึ่งงานประเภทนี้มักจะมีปัญหาเกิดขึ้นซ้ำในลักษณะเดียวกันเสมอ

5. Distraction สิ่งรบกวนการทำงานภายนอก เช่นความพลุกพล่าน วุ่นวาย จอแจ และสิ่งรบกวนการทำงานภายใน เช่น ความเครียด หรือ การเหม่อลอยของพนักงานเป็นสิ่งที่นำไปสู่ความผิดพลาดในการทำงานที่มักพบเสมอ

6. Lack of Memory งานบางอย่างต้องอาศัยความสามารถในการจดจำข้อมูลบางประการ ซึ่งหากมากเกินไปก็จะส่งผลให้เกิดความผิดพลาดอันเนื่องมาจากจำไม่ได้ อย่างไรก็ตามปัจจัยส่วนบุคคลอาทิเช่น อายุ,การเสพยาหรือสุรา และความล้าอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้หลงลืมได้ง่ายและนำไปสู่การเกิดความผิดพลาดได้เช่นกัน

7. Loss of emotional control ความโกรธ, ความเศร้าเสียใจ, ความริษยา และความกลัว เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พนักงานปฏิบัติงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ

เมื่อทราบสาเหตุของความผิดพลาดที่ชัดเจนลงไปในแต่ละเรื่องแล้วจะช่วยให้เราสามารถกำหนดมาตรการตอบโต้ได้อย่างชัดเจนและตรงประเด็นมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดอัตราการเกิดปัญหาต่างๆ ที่มีสาเหตุมาจากความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าของพนักงานได้อย่างถาวร

-----------------------------------------------------------------------------------------------
Reference : The Memory Jogger (R) on "Lean Enterprise"

Monday, September 25, 2006

 

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองกับผลกระทบต่อนัทสิมา

จั่วหัวช่วงต้นประโยคดูขึงขังดี แต่ถ้าใครอ่านจนถึงท้ายประโยคก็คงจะบอกว่า

"เรื่องเรื่อยเปื่อยของนัทสิมา เอพพิโสด 2 อ่ะดิ?"

แหม...ไม่ขนาดนั้น
-------------------------------
ดึกๆ คืนวันที่ 19 กันยายน ปี 49 นัทสิมาดูคุยคุ้ยข่าวไปโทรศัพท์ไปพลาง ไม่ได้สังเกตถึงความผิดปกติในสีหน้าและท่าทางของพิธีกรคู่หูเลยสักนิด

คุยคุ้ยข่าวจบแล้ว

มีรายการของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยอะไรสักอย่าง..นัทสิมายังคงฟังเพื่อนปรับทุกข์เรื่องจะเปลี่ยนงานผ่านหูฟังโทรศัพท์มือถือ

แว้บ! หน้าเหลี่ยมๆ ของท่านนายกฯ ทักษิณก็โผล่ออกมา พร้อมกับตัวหนังสือโปรยด้านล่าง

"ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน"

นัทสิมานึกในใจ...ปฏิวัติแหง พลางหยิบรีโมทเปลี่ยนสถานีไปเรื่อยๆ

ช่อง 3 ละคร
ช่อง 5 เพลงพระราชนิพนธ์
ช่อง 7 ละคร
ITV โฆษณา

นัทสิมานึกในใจ...ตาฝาดรึเปล่าฟะ?
พลัน ! รายการปกติทั้งหลายก็กลายเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ตามช่อง 5 ไปหมด นัทสิมาลนลานรีบเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเข้าสู่เวบไซต์ที่เป็นปรปักษ์ต่อรัฐบาลที่สุด

"ขณะนี้ขบวนรถถังได้บุกเข้ายึดทำเนียบแล้ว" พาดหัวในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ว่าไว้อย่างนั้น

----------------------------------------------------
เช้าวันที่ 20 กันยายน ปี 49
นัทสิมาโทรเช็คต้นสังกัดว่ายังต้องไปสอนหนังสือที่ระยองหรือไม่?
คำตอบคือ ถ้าทางโน้นไม่หยุดก็ให้ไปตามปกติ
ปรากฏว่าที่ระยองไม่หยุดอ่ะ...นัทสิมาเลยต้องเดินทางด้วยใจตุ้มๆต่อมๆ ด้วยกังวลว่าหากคณะปฏิรูปประกาศเคอร์ฟิว นัทสิมาจะกลับบ้านได้ไหม?

ระหว่างทางมอเตอร์เวย์ กรุงเทพ-ชลบุรี นัทสิมาพบทหารจำนวนหนึ่งยืนอยู่บริเวณทางแยกเข้าสู่สนามบินสุวรรณภูมิ
ได้กลิ่นอายและบรรยากาศของการรัฐประหารกรุ่นๆ
นัทสิมานึกในใจ...จะได้กลับบ้านไหม?
------------------------------------------
คนส่วนใหญ่รู้สึก "โล่งอก" ที่มีการรัฐประหาร
ไม่ว่าใครจะชอบหรือเชียร์ฝ่ายใดก็ตาม
การรัฐประหารเสมือนเป็นตัวหยุดความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมที่กำลังจะก่อตัวเป็นพายุลูกใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
------------------------------------------
21 กันยายน 2549
นัทสิมาเดินออกจากสนามบินเชียงใหม่พร้อมๆ กับชายผิวขาวร่างท้วมคนหนึ่ง
ใครหลายคนยกมือไหว้ทักทายชายคนดังกล่าว
ใครบางคนแอบกระซิบว่า ท่านสส. มาคราวนี้ไม่มีผู้ติดตามเหมือนเคย

ทหารที่สนามบินเชียงใหม่ดูคึกคักและขึงขังกว่าในกรุงเทพฯ มาก
ทหารที่กรุงเทพแม้จะถือปืน แต่ก็พอดูออกว่าไม่ได้บรรจุกระสุน
ทหารที่เชียงใหม่ไม่เพียงแต่จะบรรจุกระสุนไว้ในแมกกาซีนเท่านั้น ยังมีการพาดกระสุนเป็นตับเหมือนแรมโบ้อีกต่างหาก!
-----------------------------------------
22 กันยายน 2549
แท็กซี่สนามบินบอกนัทสิมาว่าทหารทำแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
ท่านนายกทักษิณจะได้พักผ่อน
ท่านนายกจะได้ลงจากอำนาจอย่างมีเกียรติที่โดนทหารทำรัฐประหาร

...ไม่ใช่โดนนายสนธิอะไรก็ไม่รู้มาด่าไล่ปาวๆ

ตรรกะง่ายๆ ก็คือ
1. แม้ว่าคนเชียงใหม่ชอบทักษิณ แต่คนเชียงใหม่ก็รักสงบ
2. การรัฐประหารทำให้ประเทศสงบ
3. ดังนั้น คนเชียงใหม่ชอบการรัฐประหาร
------------------------------------
นัทสิมาบอกไม่ถูกว่าเห็นด้วยกับการรัฐประหารหรือไม่?
ในแง่หนึ่ง นัทสิมาชื่นชมในประสิทธิภาพของยุทธศาสตร์ที่คณะปฏิรูปฯใช้
ในแง่หนึ่ง นัทสิมาค่อนข้างโล่งใจที่จะไม่เกิดการปะทะระหว่างขั้วความขัดแย้ง

แต่ในอีกแง่หนึ่ง การรัฐประหารไม่อาจจะก่อให้เกิด "การเรียนรู้" ที่จะเติบโตของประชาธิปไตยในประเทศไทย
-----------------------------------
อาจารย์ฝรั่งชาวอังกฤษของนัทสิมาเคยบอกไว้ว่า
"....ในการเขียน writing นั้น คุณจะเขียนอะไรออกมาก็ได้ แต่ถ้าคุณอยากให้คนอื่น"เชื่อ" ในสิ่งที่คุณเขียน

.....คุณต้อง "เชื่อ" ในสิ่งนั้นก่อน"


เอาเป็นว่า ณ วันนี้

นัทสิมายังไม่เชื่อว่ารัฐประหารเป็นสิ่งที่พึงกระทำในระบอบประชาธิปไตย

Thursday, August 31, 2006

 

8 เทคนิคในการเตรียมตัวก่อนเข้าคลาสฝึกอบรม

(หมายเหตุ : ช่วงนี้นัทสิมาอ่าน CLEO และ COSMOPOLITAN มากไปนิด เลยอยากลองเขียน How to สไตล์สาวคอสโมดูบ้าง)

--------------------------------------------------------------------------------------------------

คนที่เคยผ่านการฝึกอบรมสัมมนามาบ้างคงจะพอรู้สึกได้ว่าการอบรมบางหลักสูตรก็ช่วยเปิดมุมมองและโลกทัศน์ของเราอย่างมาก แต่บางหลักสูตรก็ออกจะน่าเบื่อจนอยากจะลุกหนีออกจากห้องเรียนให้รู้แล้วรู้รอดไป แน่นอนว่าในฐานะของผู้เข้าอบรม (ทั้งที่โดนบังคับและสมัครใจ) สิ่งที่สำคัญที่สุดนอกเหนือไปจาก “ความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ” นั่นคือ เราได้อะไรมากน้อยแค่ไหนจากการอบรมในแต่ละครั้ง?

การจะได้ “อะไร” มากหรือน้อยในแต่ละครั้งที่เราเข้ารับการอบรมนั้น นอกจากจะขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของหลักสูตรหรือความสามารถในการถ่ายทอดของวิทยากรแล้ว ผู้เข้าอบรมเองก็มีส่วนทำให้ปริมาณและคุณภาพของความรู้ที่ได้รับจากห้องเรียนเพิ่มมากขึ้นได้ อยู่ที่ว่าเราจะมองตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฝึกอบรมนั้นหรือไม่? และหากเราต้องการได้รับสิ่งที่วิทยากรถ่ายทอดให้มากขึ้นแบบทวีคูณแล้วล่ะก็...นี่คือสิ่งที่ผู้เข้ารับการอบรมพึงกระทำ

1. ตั้งเป้าหมายในใจ : ลองคิดดูว่าหลังจากจบหลักสูตรนี้ไปแล้ว..ฉันจะต้องรู้อะไร? ฉันจะทำอะไรได้เพิ่มขึ้น? ทางที่ดีควรจะลองกำหนดเป้าหมายไว้สัก 3-6 ข้อ

2. เตรียมคำถามล่วงหน้า : พิจารณาจากหัวข้อหลักสูตรแล้ว ลองตั้งคำถามประมาณ 10-15 ข้อ อาจจะใช้หลัก 5W 1H เช่น ทำไมต้องเรียนหลักสูตรนี้? หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับใช้เมื่อใด? และอื่นๆ อีกมากมาย

3. สร้างมิตรภาพ : รู้จักเพื่อนร่วมชั้นเอาไว้เยอะๆ ใครจะไปรู้ว่าคนที่นั่งเรียนข้างๆ คุณในวันนี้ อาจเป็นใหญ่เป็นโต มีกิจการระดับประเทศได้ในอนาคต นอกจากนี้การเรียนรู้จากคนที่มีหน้าที่ในงานรูปแบบต่างๆ กันย่อมสร้างความแตกฉานในเนื้อหาวิชาได้มากขึ้น

4. วางแผนนำความรู้ไปใช้ : ให้สัญญากับตัวเองไปเลยว่า จะเอาความรู้ที่ได้ไปพัฒนางานในด้านใด? ทำอย่างไร? และจะทำเมื่อไหร่? นี่เป็นทางหนึ่งที่จะให้คุณเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของการที่คุณอุตสาห์สละเวลามานั่งเรียน

5. มีส่วนร่วมในกิจกรรมในชั้นเรียน : ไม่เข้าใจตรงไหนก็ยกมือถามจากวิทยากร หรือขอความเห็นจากเพื่อนร่วมชั้นเรียน การแลกเปลี่ยนเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นการที่คุณเอาตัวไปพัวพันและเอาจิตใจไปจดจ่อกับเนื้อหาอยู่ตลอดเวลายังจะช่วยให้คุณไม่พลาดทุกรายละเอียดของเนื้อหาวิชาอีกต่างหาก

6. สร้างความสัมพันธ์กับวิทยากร : ไม่ได้หมายถึงการชวนวิทยากรไปปาร์ตี้หลังจบคลาส หรือนัดกันไปดูหนังในวันหยุดสุดสัปดาห์ ความสัมพันธ์ในที่นี้หมายถึงการที่คุณได้พูดคุยเป็นการส่วนตัวหรือแนะนำตัวอย่างเป็นทางการกับวิทยากร เผื่อว่าในอนาคตหากคุณมีคำถามที่ต้องการคำตอบในเรื่องนั้นๆ อย่างน้อยก็ยังพอจะมีผู้รู้ไว้ให้คอยปรีกษา

7. มีศิลปะในการจดบันทึก : การจดบันทึกที่ดีไม่ได้หมายถึงการจดทุกคำพูดหรือทุกประโยคของวิทยากร (บางคนจดแม้กระทั่งมุขตลกที่วิทยากรพูด!) แต่หมายถึงการจดในประเด็นที่สำคัญอย่างชัดเจน เน้น..จดให้ชัดเจนและให้มั่นใจว่าเมื่อเวลาผ่านไปคุณยังสามารถกลับมาอ่านสิ่งที่คุณบันทึกไว้ได้โดยไม่ต้องพึ่งนักแกะอักขระโบราณจากที่ไหนๆ!

8. มีความสุขกับการเรียน : ไม่ว่าคุณจะโดนบังคับข่มขืนใจให้มาเรียน หรือจำเป็นต้องมาด้วยสาเหตุใดก็ตามที่ทำให้คุณไม่สบายใจ ก่อนเริ่มการเรียนการสอน...ลืมมันซะ ทำใจให้สนุกกับการเรียน แล้วคุณจะพบว่าคุณได้อะไรมากกว่าที่คุณคิดไว้

(Reference: IRCA-UK :Introduction session of Lead Assessor Course's delegate notes, 1999)

Wednesday, August 23, 2006

 

natsima in "ก่งก๊ง" mode

หลังจากดองงานวิจัยมาจนเค็มได้ที่ Natsima ก็ได้ฤกษ์สอบซะที

11 September 2006

อ๊ะ..911

อ๊ะ..

อ่ะ

อะ

(หมุนตัวแล้วค่อยๆ fade ออกไป...)

Tuesday, March 14, 2006

 

เรื่องเรื่อยเปื่อยของนัทสิมา

อ่าน Blog ของคุณ epsie แล้วละอายใจ
ยิ่งมาเปิด Blog ของตัวเองแล้วอ่านที่คอลัมน์ด้านขวา
" I will change the world"

แล้วพาลให้อดสูในความเรื่อยเปื่อยของตัวเองจริงๆ
ว่าแล้วก็เลยเขียนเรื่องเรื่อยเปื่อยของนัทสิมาดีกว่า
ปล. ขออภัยที่ต้องขัดจังหวะแควนๆ ที่ติดตามเรื่อง HR อยู่อย่างระทึก(ว่ามันจะมีวันจบมั้ย?)
....................................................................................
เรื่องเรื่อยเปื่อยเรื่องแรกคือ ทำไมไม่ค่อย Up Blog ?
คืองี้..เหตุผล(ข้อแก้ตัว) อันดับต้นๆ ก็คือ ตั้งใจจะให้ Natsima's Blog มีเนื้อหาเป็นแบบ Pop Academic ล้วนๆ แขกไปใครมาจะได้ไม่เสียใจที่แวะมาเยี่ยมชม
ทีนี้.. Pop Academic เนี่ย แม้จะขึ้นชื่อว่า Pop แต่ก็เขียนยากอ่ะนะ เพราะต้องใช้ข้อมูลพอสมควร ยังไม่พอยังต้องมาเรียบเรียงให้ไม่ต้องปีนกะไดอ่านกันอีกต่างหาก
ข้อมูลต่างๆ เลยมากองอยู่ในขมองอิ่มๆ ของนัทสิมาซะจนประมวลผลไม่ออกเอาดื้อๆ

เรื่องเรื่อยเปื่อยเรื่องถัดมา เป็นเรื่องของผลประโยชน์
นัทสิมาไม่เข้าใจว่าทำไมคนเราต้องจ้องแต่จะหาประโยชน์ใส่ตัวกันมากมายขนาดนั้น
เอาเป็นว่าถ้ามี "ช่องว่าง" สักนิดหนึ่ง ชั้นก็จะใช้ช่องนั้นแหละหาผลประโยชน์
ด้วยอาชีพที่ต้องพบปะผู้คนมากมาย นัทสิมาเริ่มเห็นเค้าลางแห่งความเสื่อมถอยทางด้านจริยธรรมของผู้คนในสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ

เรื่องแบบนี้ถ้าให้อินเทรนด์คงต้องโทษผู้นำประเทศ

แต่นัทสิมาว่า "ต้นแบบ" ก็เป็นแค่ต้นแบบนะ เราเลือกที่จะไม่ทำได้ด้วยหิริโอตัปปะที่มีติดตัวกันอยู่มิใช่หรือ? ถ้าเราเห็นใครโกง แล้วชั้นก็จะโกงด้วย เห็นการทำร้ายคนที่อ่อนแอกว่าชั้นก็จะทำด้วย เห็นคนฆ่ากันชั้นก็จะฆ่าด้วย

จริงๆ มันเป็นแบบนั้นหรือ?

เรื่องเรื่อยเปื่อยต่อไป ว่าด้วยเรื่อง Stat Mania (ย่อมาจาก Statistical Mania)
นัทสิมากำลังเป็นพวก Stat Mania เพราะช่วงนี้ต้องสอน Stat ค่อนข้างเยอะ
ส่วนมากเป็น Statsitical สำหรับ Management
หนังสือสถิติเลยกองเต็มหัวนอนไปหมด

Mckinsey & Company ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการได้สรุปผลการสำรวจ Trend ที่น่าสนใจในปี 2006 ออกมาประเด็นหนึ่งว่าด้วย CEO รุ่นใหม่

ในรายงานระบุว่าผู้บริหารรุ่นใหม่ๆ มีแนวโน้มที่จะมีดีกรีทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากกว่าจะเป็นสายสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ (ปริญญาบริหารธุรกิจบัณฑิตและมหาบัณฑิต มีสองแบบคือ BBA ,MBA หรือ B.Sc, M.Sc (Management) นะครับ)

เหตุผลก็คือโลกในปัจจุบันใช้การตัดสินใจโดยอาศัย Fact & Figure มาก ความรู้ด้านสถิติจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะพักหลังๆ เครื่องมือด้านการบริหารที่ออกมาก็จะเป็นแนวนี้ เช่น Six Sigma , Statistical Process Control หรือแม้แต่ BSC หรือ Balance Scorecard ที่ผนวกกับ Strategy Mapping ก็ยังพ่วงวงจร PDCA ของ Dr. Edward Deming เข้าไปด้วย

อา..มิตรรักนักอ่านที่เคารพอ่านแล้วอาจจะงงงวยกับศัพท์แสงที่ไม่คุ้น ไว้ว่างๆ นัทสิมาจะมารับใช้ในแต่ละประเด็นนะขอรับ (สำนวนคุณนิติภูมิ)

จบเรื่องเรื่อยเปื่อยแต่เพียงเท่านี้

Saturday, January 21, 2006

 

สถานการณ์แรงงานไทยในปัจจุบัน (ตอนที่ 2)

Mobile Recruitment

สืบเนื่องจากปัญหาแรงงานขาดแคลน องค์กรบางแห่งจึงต้องใช้ยุทธวิธีการสรรหาบุคคลากรแบบเคลื่อนที่ คือแทนที่จะเป็นการแจ้งประกาศรับสมัครงานไว้ตามสื่อต่างๆ หรือตามหน่วยงานราชการก็ใช้วิธีการเดินสายออกไปหาแรงงานในถิ่นทรุกันดารตามต่างจังหวัด

การสรรหาแรงงานในเชิงรุกนั้นมิใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ถ้ายังจำยุคสมัยหนึ่งที่วิศวกรขาดแคลนได้ จะพบว่ามีการ "จอง" ตัวนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์กันตั้งแต่ปีสาม ปีสี่ พักหลังก็ลดรูปลงมาเป็นการไปออกบูธตาม Job Fair ที่จัดในมหาวิทยาลัย

แต่การสรรหาแรงงานไร้ฝีมือในปัจจุบันทำได้ถึงลูกถึงคนกว่านั้นมาก!

กล่าวคือฝ่ายบุคคลของบริษัทจะนั่งรถตู้ออกไปตามชนบท (เหมือนขบวนการลักเด็กยังไงพิกล?) แล้วเข้าไปติดต่อตามโรงเรียนต่างๆ เพื่อขออนุญาตแนะนำบริษัท จากนั้นจึงแจกใบสมัครให้เด็กนักเรียนที่กำลังจบมัธยมศึกษาปีที่สามรวมถึงนักเรียนที่จบแล้วด้วย หากใครสนใจก็กรอกใบสมัครและได้รับการสัมภาษณ์ในวันนั้นทันที

และถ้าตกลงปลงใจและไม่ติดขัดอะไร....ก็นั่งรถตู้กลับมาทำงานด้วยกันเลย!

(ไม่ได้ Up Blog ซะนาน...คราวนี้สั้นไปนิดนึงนะครับ)


This page is powered by Blogger. Isn't yours?